posttoday
แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจได้แต่ภาพ แต่ไม่เห็นผล

แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจได้แต่ภาพ แต่ไม่เห็นผล

08 สิงหาคม 2556

ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ

โดย...จตุพล สันตะกิจ

ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ แต่ไม่สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากภาคธุรกิจและประชาชนได้แม้แต่น้อย

นั่นอาจเป็นเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 มาตรการหลัก 20 มาตรการย่อย ไม่ใช่มาตรการใหม่ และไม่โดนใจคนในแวดวงธุรกิจแม้แต่น้อย

เพราะเป็นการนำมาตรการที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้มา “ปัดฝุ่น” หวังผลทางจิตวิทยา เรียกความเชื่อมั่น มากกว่าที่จะมุ่งกระตุ้นภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง

โดยเฉพาะในยามที่รัฐบาลต้องฝ่าฟันมรสุมเศรษฐกิจและการเมืองที่โหมแรงขณะนี้

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงาน ครม.วันที่ 6 ส.ค. ว่า เศรษฐกิจปี 2556 มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะขยายตัวเพียง 4% เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยภาครัฐและการส่งออกสินค้าต่ำกว่าที่คาด แต่ทว่าเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจของ สศค.ที่ 4% ยังไม่ได้คำนวณผลกระทบปัจจัยการเมืองที่ส่อเค้าว่ารุนแรง

“มาตรการที่ดำเนินการทั้งหมด จะไม่ใช้งบประมาณสนับสนุน แต่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ 1% ของจีดีพี หรือเป็นเงิน 1.2 แสนล้านบาท และแต่ละมาตรการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้เอง หรืออาจต้องหารือกับเอกชน โดยจะเห็นผลในไตรมาส 4 ปีนี้” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าว

แต่เมื่อจับสัญญาณ กิตติรัตน์ และมาตรการทั้ง 20 ข้อมาพิเคราะห์ในภาพรวม จะพบว่า มาตรการส่วนใหญ่เป็น “งานรูทีน” เสียมากกว่า และที่ยิ่งชวนให้สงสัยกว่า คือ จะมีผลขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% หรือไม่

เพราะหากไล่เรียงมาตรการโดยจัดแบ่งเป็นกลุ่มๆ พบว่า เป็นมาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว 5 มาตรการ คือ

1.ให้นิติบุคคลนำค่าใช้จ่าย ค่าห้องพัก และค่าจัดสัมมนาอบรมลูกจ้างที่จัดในประเทศ มาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

2.เร่งรัดให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบสัมมนาในประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ของงบที่ได้รับจัดสรร

3.ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ลงทุนซื้อหรือซ่อมแซมทรัพย์สิน อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะ สามารถหักค่าเสื่อมในอัตราเร่งที่ 50 ของมูลค่าทรัพย์สินในปีแรก

4.การจัดทำวีซ่าให้นักท่องเที่ยวต่างชาติประเภทเข้าออกหลายครั้ง (MultipleEntry Visa) ที่มีระยะเวลาหลายปี

และ 5.สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอย (Shopping Paradise) โดยยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวและไม่มีผลกระทบผู้ผลิตในประเทศหรือกระทบน้อย

แน่นอนว่าเหล่านี้เป็นมาตรการที่เกื้อหนุนการจับจ่ายใช้สอยในภาคการท่องเที่ยว

แต่ทว่า ณ ขณะนี้ต้องถือว่าการท่องเที่ยว “ติดลมบน” อยู่แล้ว

ในครึ่งปีแรกธุรกิจท่องเที่ยวต้องถือว่าบูม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 12.7 ล้านคน และทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 24.5 ล้านคน เรียกว่าวันนี้นักท่องเที่ยวแทบล้นทะลักสนามบิน ยิ่งแหล่งท่องเที่ยวไม่ต้องพูดถึง เพราะต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวจนเกินศักยภาพในการฟื้นตัวแล้ว

การสูบลมกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวให้เบ่งบานเป็นเท่าทวีจะได้คุ้มเสียหรือไม่

ในขณะที่มาตรการที่ให้ผู้ประกอบการนำค่าใช้จ่ายปรับปรุงห้องพักและโรงแรมไปหักค่าเสื่อมเร็วขึ้น เอกชนมองว่าธุรกิจโรงแรมระดับ 45 ดาว จะได้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนธุรกิจห้องพักรายเล็กรายกลางและโฮมสเตย์ แทบไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆ เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีเต็มตัว

“หากรัฐออกมาตรการสนับสนุนซอฟต์โลนเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจ ลดผลกระทบจากการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท น่าจะตรงจุดมากกว่า” กฤษณ์ ประธานราษฎร์นิกร กรรมการผู้จัดการโรงแรมเพรสซิเด้นท์ หาดใหญ่ จ.สงขลา ระบุ

ดังนั้น หากจะว่าไปแล้ว การท่องเที่ยวก็จะวิ่งฉิวอยู่ดีทั้งปีนี้และปีหน้า เว้นเสียแต่ว่าองคาพยพของรัฐจะจุดชนวนที่นำไปสู่มีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองที่ทำให้ถึงกับมีการเลือดตกยางออก ก็ไม่แคล้วการท่องเที่ยวจะล้มครืนทันที

ส่วนการกระตุ้นการใช้จ่ายโดยจัดมหกรรมขายสินค้าครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ราคาถูก หากจำกันได้หลังเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 รัฐบาลเคยนำเงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 2,000 ล้านบาท มาทำโครงการแจกคูปอง 2,000 บาทให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 1 ล้านคน นำซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน

หากแต่การนำมาตรการที่จะดำเนินการยามนี้ โดยจัดสรรงบอุดหนุนเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในราคาถูกลงนั้น จะไปทั่วถึงคนกลุ่มใหญ่หรือไม่ และรับรองได้อย่างไรว่าราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าจะถูกจริงๆ เพราะตรงนี้เป็นโอกาสทองที่ผู้ผลิตจะนำสินค้าตกรุ่นมาเลหลังขายในราคาสูง โดยเฉพาะทำอย่างไรที่ไม่มีข้อครหาทุจริตเช่นเดียวกับการแจกคูปอง 2,000 บาท

ที่สำคัญตอนนี้หนี้ครัวเรือนจากการเช่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและหนี้ส่วนบุคคลสูงท่วมหัวอยู่แล้วอย่างนี้ การกระตุ้นกำลังซื้อจะได้ผลเพียงใด ก็น่าคิด

ขณะที่มาตรการด้านการลงทุนของเอกชน 2 มาตรการ คือ เร่งรัดโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานอีโคคาร์เฟส 2 และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรที่เป็นทั้งอาหารและพลังงาน

มาตรการเหล่านี้จะต้องใช้เวลากว่าจะเกิดดอกออกผล จึงแทบไม่เห็นเค้าลางที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังได้เลย

ยิ่งมองไปที่มาตรการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีรายกลางและรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน ตรงนี้ก็เป็นแหล่งเงินเดิม 2.4 แสนล้านบาท ที่ได้อนุมัติเมื่อครั้งหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เหตุปัจจัยใดที่ทำให้ “เงินกู้” ปล่อยไม่ออก มากกว่าที่จะนำมาตรการมาตัดแปะไว้ในมาตรการดูแลเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ หรือเพียงเพื่อสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น

อีกทั้งในส่วนมาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐ หากพินิจให้ดีแล้ว ทั้งการเงินการเบิกจ่ายงบปี 2556 และเงินนอกงบ แจกโบนัสข้าราชการที่ล่าช้ากว่าเป้าหมาย น่าจะเป็นเพราะฝีมือการจัดการของรัฐบาลมากกว่า เนื่องจากงานเหล่านี้เป็นงานประจำที่ต้องทำกันอยู่แล้ว ยิ่งนำมาตรการนี้มารวมไว้เป็น 1 ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ต่างกับการ “โชห่วย” ดีๆ นี่เอง

นอกจากนี้ หากย้อนไปก่อนหน้านี้ ครม.มีมติเห็นชอบวันที่ 28 พ.ค. 2556 เห็นชอบกรอบการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ปี 2556 คือ มาตรการเงิน มาตรการคลัง และมาตรการอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 22 มาตรการ ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจปี 2556 ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% พบว่ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแพ็กเกจใหม่ก็เข้าข่าย “ก๊อบปี้” ของเก่าทั้งดุ้น

อาทิ การส่งเสริมการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV) และมลฑลย่อยของประเทศจีนในแพ็กเกจใหม่ต่างจากแพ็กเกจเก่าเพียง “ถ้อยคำ” เท่านั้น จากประเทศเพื่อนบ้านและการค้าชายแดน มาเป็นกลุ่มประเทศ CLMV ที่ฟังแล้วมีระดับกว่ากันเยอะ

กรณีสนับสนุนการใช้เงินบาทเพื่อการค้าขายกับเพื่อนบ้านก็เช่นกัน มาตรการนี้อยู่ในแพ็กเกจกรอบการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว

ที่เพิ่มขึ้นมาชัดเจนขึ้น คือ ให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายกฎระเบียบการถือเงินบาทเข้าออกประเทศ แต่เวลาดำเนินการจริงก็ยังเอาแน่ไม่ได้

เมื่อพิจารณามาตรการที่รัฐบาลพยายามสื่อความว่า เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% น่าจะเป็นราคาคุยเสียมากกว่า อย่างนี้ต้องเรียกว่าเอาของเก่ามาหากินก็ว่าได้ และแทบจะไม่เกิดมรรคเกิดผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ

อาจจะมีบ้าง แต่ไม่ใช่หรูเลิศเลอ เหมือนที่หัวหน้าเศรษฐกิจประกาศว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 1% แน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท