posttoday
หนี้จีนเขย่าโลกจุดเริ่มต้น "ทศวรรษที่สูญหาย"

หนี้จีนเขย่าโลกจุดเริ่มต้น "ทศวรรษที่สูญหาย"

08 สิงหาคม 2556

ภาคการผลิตของจีนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของทางการจีนดีดตัวขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ 50.3 จุด

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ภาคการผลิตของจีนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของทางการจีนดีดตัวขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ 50.3 จุด ในเดือน ก.ค.นั้น อาจทำให้หลายฝ่ายเริ่มเบาใจได้ว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจแดนมังกรอาจไม่รุนแรงมากอย่างที่กังวลกัน

ในฐานะที่เป็นโรงงานผลิตหมายเลข 1 ของโลก ซึ่งมีปริมาณการส่งออกและนำเข้ามหาศาล การจับชีพจรไปที่ดัชนีการผลิตและการค้านั้น อาจช่วยบ่งชี้ถึงสภาพเศรษฐกิจจีนได้ดีในระดับหนึ่ง ทว่าไม่ใช่ทั้งหมดและไม่ใช่ในระยะยาว

เพราะปัญหาหมายเลข 1 ของจีนที่โลกต้องจับตาและเป็นสิ่งชี้ชะตาของเศรษฐกิจจีนระยะยาวหลังจากนี้ก็คือ “ภาวะหนี้” ที่เป็นบ่อเกิดของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกมาแล้ว

จากมุมมองของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก ต่างเชื่อกันว่าสถานการณ์ของจีนในขณะนี้เริ่มขยับเข้าสู่จุดเริ่มต้นของ “ทศวรรษที่หายไป” (Lost Decade) ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องยาวนานนับ 10 ปี ดังที่ “ญี่ปุ่น” เคยเผชิญมาแล้วในช่วงทศวรรษที่ 90

สาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้อนาคตของเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลกแห่งนี้เริ่มไม่ปลอดภัย มาจากหนี้ปริมาณมหาศาลของประเทศ โดยเฉพาะหนี้ในภาครัฐบาลท้องถิ่นที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง หลังมีอัตราพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 50% ในเวลาไม่ถึง 3 ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดปี 2553 ไปอยู่ที่ 15-16 ล้านล้านหยวน

ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์อย่างไม่เป็นทางการจากนักเศรษฐศาสตร์บางราย เช่น หวัง เตา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของยูบีเอส ซีเคียวริตีส์ ได้ประมาณการว่าระดับหนี้ทั้งหมดทุกประเภทของจีนนั้นได้พุ่งขึ้นไปถึง 17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว หรือเพิ่มขึ้น 50% จากเมื่อ 4 ปีก่อนไปอยู่ที่ 210% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

จากผลสำรวจความเห็นบรรดานักวิเคราะห์ชั้นนำโดยบลูมเบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญถึงครึ่งหนึ่งต่างเชื่อว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือหนี้เสียในภาครัฐบาลท้องถิ่นและภาคเอกชนของจีนนั้น อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการสินเชื่อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน

แม้ว่าระดับหนี้ของจีนจะยังไม่อาจเทียบชั้นกับสหรัฐ อีกทั้งยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าตัวเลขหนี้ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในแทบทุกด้านทั้งหนี้รัฐบาลท้องถิ่น หนี้ภาคเอกชน หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคครัวเรือน ก็กำลังทำให้คณะผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีนเริ่มนั่งไม่ติด

ต้องเรียกว่าสถานการณ์ของจีนในวันนี้คล้ายคลึงกับญี่ปุ่นในยุค 80 ที่มีการโหมปล่อยสินเชื่อปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบ เพื่อพยายามกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นเท่าตัว

เจพีมอร์แกนได้วิเคราะห์ตัวเลขเอาไว้ว่า จากเดิมที่เคยมีอัตราการปล่อยสินเชื่อต่อจีดีพีที่ 105% ในปี 2543 ตัวเลขดังกล่าวได้พุ่งทะยานขึ้นไปถึง 187% แล้วในปี 2555 ซึ่งแทบจะเป็นภาพทับซ้อนกับญี่ปุ่นในปี 2533 ที่มีอัตราการปล่อยสินเชื่อต่อจีดีพีถึง 176% จากเดิมที่ 127% ในปี 2523

สิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณสินเชื่อมหาศาลเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นระดับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ ซึ่งเสี่ยงต่อการนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินตามมา

แม้ว่าความเสี่ยงของจีนอาจยังดูไม่น่ากังวลนัก หากดูตัวเลขทุนสำรองในประเทศที่สูงกว่า 50% ของจีดีพี อีกทั้งผู้ถือหนี้ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นนักลงทุนในประเทศ แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า ญี่ปุ่นเองก็มีปัจจัยลดความเสี่ยงเหล่านี้สมัยที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจซบเซายาวเช่นกัน และก็ไม่สามารถต้านทานวิกฤตที่ตามมาได้

นอกจากนี้ ภาวะหนี้ของจีนยังน่ากังวลมากขึ้นเมื่อพิจารณาว่า หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนั้น มีความเสี่ยงที่จะเป็น “หนี้เสีย” ในระดับสูง เนื่องจากการใช้เงินกู้อย่างไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลท้องถิ่นไปจมกับโครงการก่อสร้างต่างๆ ในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากความพยายามปล่อยสินเชื่อกระตุ้นจีดีพีอย่างหนักในช่วง 1–2 ทศวรรษที่ผ่านมา

หยู หยงติ้ง อดีตที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน ให้ความเห็นกับบลูมเบิร์กว่า หนี้ของจีนอาจยังไม่ถึงระดับวิกฤตหากพิจารณาเทียบกับสินทรัพย์ของทางการจีนทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าถึงราว 100 ล้านล้านหยวน หรือเกือบ 2 เท่าของจีดีพี แต่รัฐบาลก็คงไม่ปล่อยให้ปัญหานี้ขยายตัวโดยไม่ลงมือทำอะไร เพราะมีแนวโน้มที่สถานการณ์อาจบานปลายในอนาคต โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่รัฐบาลท้องถิ่นอาจไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้คืน

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง นั้น ได้ดำเนินการหลายอย่างในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาซึ่งบ่งบอกได้ว่า จีน “กังวล” กับปัญหาดังกล่าวอย่างแท้จริง สะท้อนได้จากการให้สำนักงานตรวจสอบบัญชีแห่งชาติจีน เข้าตรวจสอบบัญชีรัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศและมีแนวโน้มที่รัฐบาลชุดใหม่นี้อาจยอมปล่อยให้พันธบัตรท้องถิ่นกลายเป็นหนี้เสียบางส่วน

หากสถานการณ์หนี้บานปลาย เรื่องนี้จะส่งผลกระทบตามมายังอุตสาหกรรมการปล่อยสินเชื่อทั่วประเทศ ที่จะมีความเข้มงวดรัดกุมมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบตามมามากที่สุดนั้น ย่อมหนีไม่พ้นบรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศ ที่เป็นหัวใจของการผลิต การค้า และการจ้างงานในจีน ซึ่งจะเป็นวัฏจักรที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และการบริโภคภายในประเทศที่จีนกำลังตั้งความหวังไว้ตามมา

การพยายามแก้ปัญหาวงจรหนี้ที่สุ่มเสี่ยงและปรับเปลี่ยนนโยบายจากยุคที่ผ่านๆ มา ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนแท้จริง ซึ่งจีนกำลังเริ่มลงมือทำอยู่นั้น จึงเป็นหนทางเดียวให้รอดพ้นจากทศวรรษที่มืดมน โดยที่จีนไม่อาจซื้อเวลาได้อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

"บอสชาตรี" เดือด! จวกวินัยนักมวย สะเทือนถึง"รถถัง"หลังแพ้น็อค

"บอสชาตรี" เดือด! จวกวินัยนักมวย สะเทือนถึง"รถถัง"หลังแพ้น็อค