
ชะลอกู้ 2 ล้านล้าน ส่อฉุดศก.ไทย
กลับมาอยู่ในกระแสความสนใจของสื่อต่างชาติอีกครั้ง สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย ที่กลับมาร้อนระอุขึ้นรายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งรัฐสภาเตรียมพิจารณาออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองของรัฐบาล ที่จุดชนวนให้มีกลุ่มผู้ต่อต้านถึง 5,000 คน ออกมาปักหลักประท้วงอย่างต่อเนื่อง
กลับมาอยู่ในกระแสความสนใจของสื่อต่างชาติอีกครั้ง สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย ที่กลับมาร้อนระอุขึ้นรายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งรัฐสภาเตรียมพิจารณาออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองของรัฐบาล ที่จุดชนวนให้มีกลุ่มผู้ต่อต้านถึง 5,000 คน ออกมาปักหลักประท้วงอย่างต่อเนื่อง
เว็บไซต์บลูมเบิร์ก ออกรายงานเตือนอ้างนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ระบุว่า ความพยายามผลักดันพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเป็นวาระแรก จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการฉุดรั้งแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ เนื่องจากอาจส่งผลให้การพิจารณาพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ต้องหยุดชะงักลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“การชะลอการพิจารณาร่างเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงถึง 0.3-0.5% เพราะนักลงทุนต่างชาติอาจตีความไปได้ว่า การเมืองไทยเริ่มกลับมาไร้เสถียรภาพอีกครั้ง” ยูเบน พาราเกวล นักเศรษฐศาสตร์ประจำบริษัท โนมูระ โฮลดิงส์ ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ระบุ
สอดคล้องกับความเห็นของ ยูจีน เหลา นักเศรษฐศาสตร์ของบริษัท ดีบีเอส กรุ๊ป โฮลดิงส์ ในสิงคโปร์ มองว่า แนวโน้มเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง ต้องพึ่งพาปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่ การลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการฟื้นฟูความต้องการภายนอก ดังนั้นหากประเทศไม่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง
“ประเทศไทยควรเพิ่มการลงทุนก่อสร้างพื้นฐานให้เป็นส่วนหนึ่งในสัดส่วนการเติบโตของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมอย่างน้อย 3,500 ล้านบาท ภายในปี 2563” บทความระบุโดยอ้างรายงานของ โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงก์ วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ พร้อมคาดการณ์เพิ่มเติมอีกว่า สัดส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาลจะปรับตัวเพิ่มเติมเพียง 23% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่ราว 1% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าของรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่มีการลงทุนสูงถึง 45% ของจีดีพี
ทั้งนี้ สถานการณ์การเมืองไทยที่เริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จุดกระแสความวิตกกังวลแก่บรรดานักลงทุนต่างชาติอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนชาวญี่ปุ่น
บลูมเบิร์ก รายงานอ้าง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีคลังของไทย ระบุว่า โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่มีแนวโน้มหยุดชะงักลงชั่วคราว สร้างความกังวลต่อนักลงทุนต่างชาติ เพราะแม้ว่าบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่อย่าง โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป และซูซุกิ มอเตอร์ คอร์ป จะไม่มีการย้ายฐานการผลิตจากไทยในขณะนี้ ทว่าบริษัทเหล่านั้นอาจทบทวนแผนการลงทุนเพิ่มเติมในไทย หากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหมายรวมถึงการก่อสร้างคันคอนกรีตน้ำท่วมไม่เสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดเวลา
“ประเทศไทยมีประวัติที่ไม่ดีเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เห็นได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมารัฐบาลใช้งบประมาณเพียง 60% จากสัดส่วนงบประมาณที่ตั้งไว้ทั้งหมด” แกเรธ เลตเธอร์ และคริสตัล ทัง นักเศรษฐศาสตร์จากแคปปิตอล อีโคโนมิก กล่าว
ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศตัดลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2556 ลงเหลือ 4.2% จาก 5.1% ขณะที่การเติบโตของภาคส่งออกที่จะซบเซาลงอยู่ที่ระดับ 4% จาก 7.5% อันเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง สอดคล้องกับการคาดการณ์ของเครดิต สวิส กรุ๊ป ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 4% จาก 4.7% จากปัจจัยด้านการลงทุนที่ชะลอลงและภาคส่งออกที่มีแนวโน้มซบเซาลง







