
มาร์ค-สุเทพนำมวลชนลุยสภา
สส.พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจะเดินเท้าเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 7 ส.ค.
สส.พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจะเดินเท้าเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 7 ส.ค. โดยจะมีประชาชนร่วมเดินไปส่งเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ พร้อมตั้งทีมป้องกันไม่มีมือที่สามก่อความวุ่นวาย
ทั้งนี้ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ที่ประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ มีมติจะเดินหน้าคัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างเต็มที่ และได้ซักซ้อมถึงแนวทางการต่อสู้ในรัฐสภา โดยจะปราศรัยตั้งแต่คืนวันที่ 6 ส.ค.จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 7 ส.ค. จากนั้นช่วง 09.00 น. สส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี จะรวมตัวกันเพื่อเดินเท้าจากบริเวณแยกอุรุพงษ์ เขตราชเทวี จนถึงบริเวณรัฐสภา โดยจะมีประชาชนที่สนับสนุนร่วมเดินเท้าไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ประชาชนจะสามารถเข้าไปส่ง สส.ถึงรัฐสภาซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ได้หรือไม่นั้น ต้องมีการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ และเชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย เพราะการเดินจะเดินไปอย่างสงบและมีการตั้งทีมป้องกันมือที่สามที่จะเข้ามาก่อความวุ่นวายด้วย
สำหรับการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นไปด้วยความดุเดือดเข้มข้นโดย สส.สลับกันขึ้นปราศรัยโจมตีความล้มเหลวของรัฐบาล และคัดค้านการนิรโทษกรรม
ด้านกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ซึ่งชุมนุมกันที่สวนลุมพินีเป็นวันที่ 2 ประกาศจะยกระดับการชุมนุมในวันที่ 7 ส.ค. โดยจะเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาเพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
ทั้งนี้ ไทกร พลสุวรรณ แกนนำ กปท.ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ว่า ขอนัดหมายประชาชนทุกคนให้ร่วมกับ กปท. โดยเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด เพื่อปฏิบัติการโค่นทักษิณ เวลา 09.00 น. ในวันที่ 7 ส.ค. ส่วนแผนดำเนินการจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ขณะที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เสนาธิการร่วม กปท. กล่าวว่า จะมีประชาชนเข้าร่วมโค่นรัฐบาลไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน และการชุมนุมครั้งนี้จะถอยไม่ได้ และถ้าชนะได้ต้องยกระดับและเคลื่อนผู้ชุมนุม โดยจะมีทั้งแบบดาวกระจาย และแบบเป็นกองกำลังหลัก ซึ่งทาง กปท.ได้ประสานกับเวทีผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ อยู่เป็นระยะ
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่ปรึกษา กปท. แสดงความมั่นใจการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปท. และพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนี้จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ เนื่องจากรัฐบาลย่ามใจ มุ่งแต่แก้ปัญหาปัญหาส่วนตัวมากกว่าจะต้องการสร้างความปรองดองในชาติ







