
ไฟเขียวกระตุ้นศก.4ด้าน
ครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ด้าน “กิตติรัตน์” มั่นใจดันจีดีพีเพิ่ม 1%
ครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ด้าน “กิตติรัตน์” มั่นใจดันจีดีพีเพิ่ม 1%
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 ส.ค. มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ4 ด้าน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยคาดว่าหลังจากออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้ง 4 มาตรการแล้ว จะช่วยผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ให้เติบโตเพิ่มอีก 1% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตราว 44.5%
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะขยายตัวได้ 4.5% และมีโอกาสสูงจะอยู่ที่ 4%
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ด้านที่ ครม.เห็นชอบ ได้แก่ 1.มาตรการด้านการบริโภคภาคเอกชน ให้นิติบุคคลนำค่าใช้จ่ายในการสัมมนาในประเทศหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในปีภาษี 2556/2557
2.มาตรการด้านการลงทุนภาคเอกชน ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวลงทุนซื้อหรือซ่อมแซมทรัพย์สิน หักค่าเสื่อมได้ 50% ในปีแรก เป็นต้น
3.มาตรการด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี และ 4.มาตร การด้านการส่งออก อาทิ ให้ขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ
นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงตอนนี้รัฐบาลเองก็ไม่มีเงินแล้ว ซึ่งการที่จะกู้เงินมากมากระตุ้นอีกจะส่งผลกระทบต่อภาระฐานะทางการคลังของรัฐบาล ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ลดหรือเลิกมาตรการประชานิยม โดยเฉพาะมาตรการจำนำข้าว เร่งศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนโครงการในการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทใหม่
“มาตรการที่ออกมาล่าสุด ไม่มีอะไรที่ใหม่ ขาดสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจมหภาค ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหากไทยปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งแล้ว ในที่สุดก็จะมีเม็ดเงินจากภาคเอกชนและต่างประเทศเข้ามาลงทุนเอง”
นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องเร่งศึกษาความเป็นไปได้โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงอีกมาก รวมทั้งการลงทุนโครงการจัดการน้ำ3.5แสนล้านบาทที่ยังมีปัญหาก็ควรที่จะเร่งหาคนกลางที่มีความน่าเชื่อถือหรือยอมรับในสังคมเข้ามา เพราะถือว่าไทยตัวอย่างประเทศที่กำลังพัฒนา
ในการดำเนินนโยบายรัฐบาลที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งอาจจะทำให้ทำให้โครงการล้าช้าไป11ปีครึ่งก็ตาม ซึ่งดีกว่าให้มีการฟ้องร้องกันอยู่อย่างนี้
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังจะพิจารณาออกมาใช้ในช่วงครึ่งปีหลังจะใช้ได้ผลหรือไม่นั้น ธปท.ต้องขอดูรายละเอียดข้อมูลก่อนว่ามีมาตรการอะไรในส่วนไหนบ้าง ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศใช้มาตรการอะไรออกมาอย่างเป็นทางการ จึงยังบอกไม่ได้ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้หรือไม่
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจคงไม่ได้ผลปีนี้ แต่จะได้ผลปีหน้ามากกว่า แต่มองว่ารัฐบาลคงเห็นว่าออกนโยบายออกมาดีกว่าไม่มีนโยบาย เพราะหลายสำนักวิจัยต่างปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจหลายครั้ง
นายเชาว์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ การเบิกจ่ายงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท และเงินกู้น้ำ 3.5 แสนล้านบาท แต่กระบวนการทั้งหมดต้องเข้าสู่สภา จึงต้องใช้เวลา ขณะที่ 2 เรื่องนี้ยังติดกลไกทางกฎหมายที่ต้องมีการตีความ ซึ่งมองว่าผลกระทบอาจต่อเนื่องถึงปีหน้า
อย่างไรก็ดีปัจจัยเศรษฐกิจที่เหลือ 2 ปีนี้ คือ 1.อัตราการส่งออก คาดว่าทั้งปีอยู่ที่ 4% แต่ 6 เดือนแรกการส่งออกเติบโตเพียง 2% จึงต้องติดตามครึ่งปีหลัง และ2. สถานการณ์การเมืองในช่วง 12 เดือนนี้จะเป็นช่วงสำคัญ ซึ่งตรงกับช่วงท้ายปีงบประมาณ อยู่ในช่วงปฎิทินทางการคลัง ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายนิพนธ์กล่าว







