
ยกแรกนิรโทษกรรมล่อแหลม รุนแรง
เริ่มต้นยกแรกกันวันนี้ กับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เริ่มต้นยกแรกกันวันนี้ กับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ฉบับของ “วรชัย เหมะ” สส.สมุทรปราการ เพื่อไทย ซึ่งประเมินว่าจะเป็นจุดล่อแหลมนำไปสู่ความรุนแรงรอบใหม่
เมื่อชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลเพื่อไทยประกาศเดินหน้าลุยพิจารณากฎหมายร้อนฉบับนี้ต่อไป โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านจากทั้ง “ประชาธิปัตย์” และ “มวลชน” หลายกลุ่มที่ประกาศรวมตัวคัดค้านกฎหมายนี้อยู่ที่สวนลุมพินี กดดันให้รัฐบาลถอน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ
สถานการณ์การเมืองจึงเต็มไปด้วยความอ่อนไหว และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงได้ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การพิจารณาร่างกฎหมายในสภาที่ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์เตรียมชำแหละร่างกฎหมายแบบรายมาตรา ทุกถ้อยคำทุกตัวอักษรแบบละเอียดยิบ ทั้งในแง่เนื้อหารายละเอียด และสิ่งที่ “หมกเม็ด” แอบแฝงอยู่ระหว่างบรรทัด
บรรยากาศในสภาจึงน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรงมากกว่าทุกครั้ง เพราะไม่ใช่แค่เนื้อหาสาระของกฎหมายที่บรรดาขุนพลฝีปากกล้าของประชาธิปัตย์จะเตรียมลับมีดรอถล่มแล้ว ทางฝั่งของเพื่อไทยย่อมต้องเตรียมวางแผนสกัดไม่ให้รัฐบาลต้องถูกถล่มอยู่ฝ่ายเดียว
ประเมินสถานการณ์คงเริ่มต้นป่วนกันตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าสู่ระเบียบวาระ เริ่มตั้งแต่ประเด็นที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสดการประชุม ที่คงจะต้องเปิดฉากถกเถียงกันยกใหญ่ และพร้อมปั่นป่วนได้ตลอดเวลา
ยิ่งสัญญาณจากรัฐบาลต้องการรวบรัดตัดตอนการอภิปรายวาระแรกให้อยู่ในกรอบแค่วันเดียว แต่ในขณะที่ประชาธิปัตย์ต้องการเปิดเกมยื้อชำแหละทุกมาตรา ถึงขั้นประกาศหากมีการเสนอปิดอภิปราย ก็จะเสนอเปิดอภิปรายสู้ แม้จะสู้เสียงข้างมากไม่ได้ก็ตาม
สุดท้ายเกมในสภาย่อมหนีไม่พ้นวังวนเดิมๆ คือ การประท้วงกันไปมารุนแรง ซึ่งย่อมบ่มเพาะปลุกอารมณ์ให้ทั้ง สส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลอารมณ์พลุ่งพล่านจนอาจบานปลายไปถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ขว้างปาเอกสาร หรือบุกขึ้นไปชิงเก้าอี้ประธานสภาอย่างที่เคยเกิดขึ้นหรือไม่
โดยเฉพาะท่าทีของประชาธิปัตย์กับการประกาศคัดค้านกฎหมายฉบับนี้แบบสุดลิ่มทิ่มประตู ย่อมต้องงัดทุกกลยุทธ์ขึ้นมาสกัดกั้นไม่ให้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับนี้ผ่านสภาไปได้
ถัดมาบรรยากาศภายนอกสภาที่สุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดความรุนแรงได้ทุกเมื่อ เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในพื้นที่สุ่มเสี่ยง 3 เขต พร้อมตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ขึ้นมาดูแลสถานการณ์ ซึ่งผลักดันให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น
แม้จะยืนยันว่าผู้ชุมนุมมีสิทธิในการชุมนุมตามกฎหมาย แต่ทาง ศอ.รส.กลับออกประกาศ ศอ.รส.ฉบับที่ 1 เกี่ยวกับคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่ 12 เส้นทาง ร่วมกับแผนกรกฎ 52 พร้อมตั้งด่านสกัดมวลชนไม่ให้เดินหน้าไปสู่สภาผู้แทนราษฎร
ทำให้เป็นห่วงกันว่า กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ซึ่งประกาศยกระดับการชุมนุมแบบเข้มข้น นัดรวมตัวกันที่สวนลุมพินี เวลา 09.00 น. และคาดว่าจะเคลื่อนขบวนไปหน้าสภา เพื่อคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม จะต้องมีการเผชิญหน้าหรือปะทะกับเจ้าหน้าที่
แต่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือท่าทีของ “ประชาธิปัตย์” เมื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศนำมวลชนเดินหน้าฝ่าด่านสกัดไปร่วมชุมนุมหน้ารัฐสภาคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม ที่เป็นห่วงว่าจะเกิดการปะทะบานปลายกลายเป็นความรุนแรง
จึงเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องตัดสินใจว่าจะให้มวลชนร่วมคณะกับ สส.ประชาธิปัตย์ เข้าไปในพื้นที่สกัดกั้นหรือไม่ หรือหากยอมให้เฉพาะ สส.ของประชาธิปัตย์ผ่านด่านสกัด ทางฝั่งประชาธิปัตย์คงไม่ยอมต้องพามวลชนไปพื้นที่หน้าสภาให้ได้ เพราะถือเป็นสิทธิตามกรอบรัฐธรรมนูญในการชุมนุมสงบปราศจากอาวุธ
แม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ย้ำมาตลอดว่าการชุมนุมโดยสงบนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ใหญ่ กว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ดังนั้น หากยังยืนกรานจุดยืนของทั้งสองฝ่ายย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการปะทะและบานปลายไปสู่ความรุนแรง
ที่ผ่านมาบทเรียนสมัยการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ภายใต้การนำของ เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ จนถูกแก๊สน้ำตาสกัด ทำให้มวลชนต้องกระจัดกระจาย และต้องสลายการชุมนุมในเวลาต่อมานั้น ยังเป็นที่ฝังใจอยู่จนถึงทุกวันนี้
งานนี้จึงเป็นห่วงกันว่าจะเกิดการปะทะกันในหลายจุด หลายพื้นที่ ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งกองทัพประชาชนฯ และจากมวลชนภายใต้การนำของประชาธิปัตย์ ที่จะเคลื่อนไหวพร้อมกันในเวลา 09.00 น. ซึ่งหากเกิดการปะทะหรือมีบาดเจ็บ ย่อมนำไปสู่เงื่อนไขที่ “สุเทพ” ประกาศว่าจะออกมาเคลื่อนไหวเต็มตัว ไม่ต้องรอถึงเสร็จสิ้นพิจารณาวาระสามของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ
ยังไม่รวมกับกลุ่มมือที่สาม หรือกลุ่มป่วนที่จะคอยเติมเชื้อให้สถานการณ์เพิ่มความรุนแรงขึ้น ตลอดวันนี้จึงเป็นห้วงเวลาที่สุ่มเสี่ยง ล่อแหลมที่จะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองและบานปลายไปสู่ความรุนแรง







