posttoday
วิธีแก้ปัญหาข้าวแบบเบ็ดเสร็จ

วิธีแก้ปัญหาข้าวแบบเบ็ดเสร็จ

06 สิงหาคม 2556

มีรายงานข่าวจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ว่า ปัจจุบันประชากรของโลกประมาณ 1 ใน 8 ยังอดอยากหิวโหย โดยพบว่าประมาณ 870 ล้านคน ยังอดอยากเรื้อรัง เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ กว่า 100 ล้านคน มีน้ำหนักตัวไม่ถึงเกณฑ์เฉลี่ย โดยคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเขตใต้ทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา

มีรายงานข่าวจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ว่า ปัจจุบันประชากรของโลกประมาณ 1 ใน 8 ยังอดอยากหิวโหย โดยพบว่าประมาณ 870 ล้านคน ยังอดอยากเรื้อรัง เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ กว่า 100 ล้านคน มีน้ำหนักตัวไม่ถึงเกณฑ์เฉลี่ย โดยคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเขตใต้ทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกา

ในทางตรงกันข้าม ขณะที่เมืองไทยมีข้าวสารเก็บอยู่ในโกดังของรัฐบาลประมาณ 17 ล้านตัน เพียงพอให้คนไทยบริโภคได้ถึง 3 ปี โดยไม่ต้องผลิตข้าวใหม่แม้แต่เมล็ดเดียว

หรือถ้าจะเอาไปแปรรูปทำอาหารสัตว์และส่งออกด้วย ก็เพียงพอโดยไม่ต้องมีผลผลิตใหม่เพิ่มปีหนึ่งเต็มๆ

ผมเอาตัวเลขประชากรโลกที่อดอยากทั่วไทยกับตัวเลขสต๊อกข้าวที่รัฐบาลไทยเก็บไว้เพื่อเปรียบเทียบให้ท่านลองพิจารณาดู เพราะคิดไปคิดมาอยากเสนอให้รัฐบาลไทยลองแก้ไขปัญหาสต๊อกข้าวที่เก็บไว้ โดยการนำข้าวสารไปบริจาคให้เอฟเอโอนำไปแจกจ่ายให้ผู้อดอยากเหล่านั้นเสีย

ท่านผู้อ่านอย่าคิดว่าผมพูดเล่นหรือเพี้ยนนะครับ ที่อยู่ดีๆ คิดจะเอาข้าว 17 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ที่รับจำนำหรือซื้อมาจากเกษตรกรด้วยเงินภาษีอากรของประชาชน ไปบริจาคให้เอฟเอโอ เพราะเท่าที่ปิดบัญชีกันมาก็ขาดทุนไปแล้วประมาณ 2.6 แสนล้านบาท ทำอย่างนี้ไม่ยิ่งขาดทุนย่อยยับหรือ

ใช่ครับ ทำอย่างนี้รับรองว่าขาดทุนมโหฬารแน่ แต่คำถามคือ ถ้าไม่ทำแล้วจะไม่ขาดทุนกระนั้นหรือ และถ้าทำแล้วแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่น่าทำอย่างนั้นหรือ

ความจริงปัญหาเรื่องการจำนำข้าวเกิดจากการที่รัฐบาลเก็งตลาดผิด โดยคิดว่าถ้ารัฐบาลเข้ามาผูกขาดการค้าข้าวโดยซื้อข้าวทั้งประเทศมาเก็บไว้ จะทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น รัฐบาลสามารถขายข้าวที่ซื้อมาราคาแพงออกไปโดยไม่ขาดทุน หรือเผลอๆ อาจมีกำไร เพราะไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก

นอกจากนั้น ถ้าการกักตุนข้าวของรัฐบาลทำให้ราคาข้าวสารส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มขึ้นสูงถึงตันละ 2.42.5 หมื่นบาท ชาวนาก็สามารถจะนำข้าวเปลือกไปขายได้ในตลาดสูงกว่าเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงรับจำนำข้าวอีกต่อไป

แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะถึงไทยจะเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง แต่เป็นเพียงผู้ผลิตรายเล็กๆ รายหนึ่งของโลก เมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีนหรืออินเดีย

เมื่อประเทศอื่นเห็นว่ารัฐบาลไทยรับจำนำข้าวราคาแพงก็รีบขยายกำลังการผลิต ซึ่งใช้เวลาเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวไม่กี่เดือน และนำข้าวที่ผลิตได้ออกมาขายแข่งกับข้าวของรัฐบาลไทย ทำให้รัฐบาลไม่สามารถขายข้าวที่ซื้อมาแข่งกับประเทศอื่น เพราะต้นทุนสูงกว่า และทำให้เกิดปัญหาข้าวล้นสต๊อก เพราะต้องรับซื้อข้าวทุกเมล็ดที่ชาวนาผลิตได้ตามนโยบายทางการเมือง จะขายออกไปในราคาตลาดก็ขาดทุน

และที่สำคัญกว่าการขายข้าวขาดทุน คือ ยิ่งขายออกไปมากเท่าไร ราคาข้าวเปลือกก็จะยิ่งถูกกดดันให้ลดลงเท่านั้น

เพราะฉะนั้น โดยสามัญสำนึก วิธีการแก้ไขปัญหาการรับจำนำข้าว คือ ต้องรีบระบายข้าวที่ซื้อมาเก็บไว้ออกไปให้เร็วที่สุด

เรื่องนี้พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะการระบายข้าวออกจากโกดัง คือ ต้องรีบส่งออก เพราะรัฐบาลไทยคงไม่สามารถโปรโมตให้คนไทยบริโภคข้าวเพิ่มจากปีละ 6.5 ล้านตันได้ และถ้าจะส่งออกรัฐบาลก็ต้องยอมควักเพื่อขายข้าวในราคาตลาดที่ต่ำกว่าราคาทุนถึง 3040% เพราะไม่มีใครยอมซื้อข้าวจากรัฐบาลไทยในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด จะหันไปกราบไหว้รัฐบาลจีนให้ช่วยซื้ออย่างในอดีตก็ทำไม่ได้ เพราะเขาคงช่วยทุกครั้งที่มีปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นปัญหาที่รัฐบาลไทยสร้างขึ้นมาเอง

ที่แย่กว่านั้น คือ เมื่อใครต่อใครทั้งโลกทราบว่า รัฐบาลไทยซื้อข้าวจำนวนมหาศาลอยู่ในสต๊อก และจำเป็นต้องซื้อเข้ามาเก็บเพิ่มขึ้นทุกปี ก็ช่วยกันลงแขกกดราคา เพราะรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลไทยก็ต้องระบายข้าวออกมา เพราะถ้าไม่ระบายออกไปก็จะไม่มีที่เก็บข้าวที่จะรับซื้อเข้ามาใหม่ และข้าวที่เก็บไว้ก็จะเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติปีละ 1520% และจะต้องเสียค่าเก็บรักษาข้าวให้อยู่ในสภาพดีอีกปีละ 5,000 กว่าล้านบาท

นอกจากนั้น ผู้ซื้อยังมีทางเลือกที่จะซื้อข้าวจากผู้ผลิตรายอื่นที่เสนอขายข้าวราคาต่ำกว่า เพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เช่น จากอินเดียหรือเวียดนาม ซึ่งสามารถเสนอขายข้าวได้ตันละ 400450 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ราคาส่งออกของไทยอยู่ที่ตันละ 700 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถึงคุณภาพข้าวไทยอาจจะสูงกว่า แต่ผู้ซื้อก็ยังคงเลือกซื้อข้าวจากผู้ส่งออกที่เสนอราคาต่ำกว่าอยู่ดี

เพราะฉะนั้น จึงเป็นการยากที่รัฐบาลจะสามารถระบายข้าว 17 ล้านตัน ออกมาด้วยการส่งออกในราคาที่ไม่ต่ำกว่าต้นทุน 3040% ที่รับจำนำมาปีละ 3 แสนล้านบาทเศษ

แต่สมมติว่ารัฐบาลยอมขายข้าวขาดทุนออกไปทุกราคา เพื่อระบายข้าวได้รับข้าวในฤดูกาลผลิตใหม่ การขายข้าวราคาถูกของรัฐบาลไทยก็จะทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลง และเมื่อราคาข้าวในตลาดโลกลดลง ราคาข้าวเปลือกในตลาดก็จะลดลงตาม รัฐบาลต้องรับภาระจากการขาดทุนเพราะการรับจำนำเพิ่มขึ้น ถ้ารัฐบาลปรับลดราคารับจำนำลงเกษตรกรก็จะได้รับความเดือดร้อน เพราะต้นทุนการผลิตสูง ทำให้รัฐบาลเดินไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้อย่างที่เป็นอยู่

ทีนี้สมมติว่ารัฐบาลยอมเลิกระบบการรับจำนำข้าว หันมาใช้ระบบการประกันรายได้แทน คือ รัฐบาลไม่เข้าไปรับซื้อข้าวจากเกษตรกรโดยตรง แต่ให้เกษตรกรนำข้าวไปขายในตลาด และรัฐบาลจ่ายชดเชยให้ถ้าเกษตรกรขายข้าวได้ต่ำกว่าราคาประกันที่กำหนดไว้

รัฐบาลก็ยังหนีปัญหาการระบายข้าวออกไปให้เร็วที่สุดไม่พ้นอยู่ดี เพราะรัฐบาลไม่สามารถเก็บข้าวทั้ง 17 ล้านตันไว้ในสต๊อก เพื่อไม่ให้บิดเบือนระบบการตลาดได้ตลอดไป เพราะรัฐบาลยังคงต้องรับภาระค่าดูแลรักษา และปัญหาการเสื่อมคุณภาพของข้าวที่เก็บไว้อยู่ดี

ปัญหาคือ เมื่อไรที่รัฐบาลระบายข้าวออกมา ราคาข้าวในตลาดโลกก็จะลดลง ราคาข้าวเปลือกก็จะลดลงตาม ทำให้รัฐบาลต้องรับภาระการชดเชยเพิ่มขึ้น เดินไปข้างหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ เหมือนโครงการรับจำนำ นี่จึงเป็นที่มาที่เสนอให้รัฐบาลระบายข้าวออกไป โดยการทำลายสต๊อกข้าวส่วนเกินเสีย เหมือนในอดีตที่มีการทำลายลูกไก่ทีละหลายล้านตัวเมื่อราคาเนื้อไก่ตกต่ำ โดยการเอาลูกไก่ไปทิ้งทะเล

ครั้นผมจะแนะนำให้เอาข้าวสัก 89 ล้านตันไปทิ้งทะเล ก็เกรงว่าจะทำให้เกิดมลภาวะ จึงขอเสนอให้นำข้าวจำนวนนี้ไปบริจาคให้เอฟเอโอ เพื่อแจกจ่ายให้ประชากรโลกที่อดอยาก ถ้าไม่อยากให้ปัญหาสต๊อกข้าวส่วนเกินเป็นมะเร็งร้ายที่แก้ไขไม่ได้ และทำให้กลไกการค้าข้าวของประเทศหยุดชะงักอย่างทุกวันนี้ ส่วนจะขาดทุนเพิ่มอีกสัก 100,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นต้นทุนดำเนินงาน แก้ไขปัญหาเรื่องข้าวอย่างเบ็ดเสร็จก็แล้วกัน

ที่สำคัญ เมื่อแก้ไขแล้ว รัฐอย่าหลงเชื่อใคร เข้าไปทำธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์อีกเป็นอันขาด ธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจของผู้รู้จริงเท่านั้น ไม่ใช่ของข้าราชการหรือมือสมัครเล่น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ