posttoday
ติเพื่อก่อ

ติเพื่อก่อ

06 สิงหาคม 2556

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า การที่ผู้เขียนวิจารณ์การทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะผู้เขียนอาจจะมีอคติหรือไม่พอใจ ธปท.หรือไม่ ซึ่งขอยืนยันว่าไม่เคยมีอคติอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นผู้เขียนยังให้เกียรติและให้ความสำคัญโดยเห็นว่า ธปท.เป็นองค์กรที่สำคัญมากที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง หากจำกันได้ในสมัยที่ท่านผู้ว่าฯ ประสาร เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลที่แล้ว ผู้เขียนเป็นคนแรกที่ออกมาแสดงความยินดี อีกทั้งท่านประธาน ธปท.ที่เพิ่งหมดวาระ ดร.วีรพงษ์ ก็เป็นอาจารย์ที่ผู้เขียนให้ความเคารพนับถือมาเป็นเวลานาน เหตุที่ต้องออกมาวิจารณ์การทำงานของ ธปท.ก็เพราะความสำคัญของ ธปท.นี่เอง เพราะหากย้อนหลังกลับไปในอดีตจะพบว่าการดำเนินงานที่ผิดพลาดของ ธปท.จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล มากกว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นรวมกันเสียอีก ดังนั้นจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า การที่ผู้เขียนวิจารณ์การทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะผู้เขียนอาจจะมีอคติหรือไม่พอใจ ธปท.หรือไม่ ซึ่งขอยืนยันว่าไม่เคยมีอคติอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นผู้เขียนยังให้เกียรติและให้ความสำคัญโดยเห็นว่า ธปท.เป็นองค์กรที่สำคัญมากที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง หากจำกันได้ในสมัยที่ท่านผู้ว่าฯ ประสาร เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลที่แล้ว ผู้เขียนเป็นคนแรกที่ออกมาแสดงความยินดี อีกทั้งท่านประธาน ธปท.ที่เพิ่งหมดวาระ ดร.วีรพงษ์ ก็เป็นอาจารย์ที่ผู้เขียนให้ความเคารพนับถือมาเป็นเวลานาน เหตุที่ต้องออกมาวิจารณ์การทำงานของ ธปท.ก็เพราะความสำคัญของ ธปท.นี่เอง เพราะหากย้อนหลังกลับไปในอดีตจะพบว่าการดำเนินงานที่ผิดพลาดของ ธปท.จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล มากกว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นรวมกันเสียอีก ดังนั้นจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

โดยเฉพาะการที่ ธปท.จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความผันผวนอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากจะใช้วิธีคิดเดิมๆ แบบอนุรักษนิยม อาจจะไม่สามารถรับมือและอาจจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างมากได้

ไม่ได้อยากจะตอกย้ำ แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า การที่ ธปท.เคยออกมาชี้แจงว่า แม้ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 27 บาทต่อดอลลาร์ เศรษฐกิจไทยก็ยังจะโตได้ 4% แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ธปท.ไม่ได้ตระหนักเลยว่าเศรษฐกิจโลกจะผันผวนและเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย พอมาถึงขณะนี้ที่ผลกระทบดังกล่าวทำให้แนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยน่าจะโตได้ไม่เกิน 4% ทั้งๆ ที่ค่าเงินบาทยังอยู่ที่ 30 บาทกว่าต่อดอลลาร์ และถ้าค่าเงินบาทอยู่ที่ 27 บาทต่อดอลลาร์อย่างที่ ธปท.เคยบอกไว้ เศรษฐกิจไทยก็อาจจะติดลบได้ จากปริมาณการส่งออกที่ลดลงอย่างมาก เพราะครึ่งปีแรกการส่งออกขยายตัวได้เพียง 0.95% เท่านั้น และยิ่งต้องมาเผชิญกับภาวะการเมืองในช่วงนี้ ที่ต้องดูว่าจะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างไร ดังนั้นการปรับวิธีคิดของ ธปท.ให้รับมือกับความผันผวนของทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ทันท่วงที ตามที่ท่านอดีตประธาน ธปท. ดร.วีรพงษ์พยายามผลักดันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ ธปท.ต้องเร่งปรับปรุง เพื่อความเติบโตอย่างมั่นคงของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ในขณะเดียวกัน ก็มีเรื่องน่ายินดีที่ ธปท. โดยคุณจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. สายตลาดการเงิน ได้ออกมาแถลงว่า การค้าขายระหว่างไทยกับประเทศในอาเซียนได้มีการนำเงินบาทมาใช้แทนดอลลาร์มากขึ้น โดยมีการใช้เงินบาทเพิ่มจาก 12.2% ในปี 2551 เป็น 17.4% ในปี 2555 ซึ่งอยากให้ ธปท. และกระทรวงการคลัง ได้ส่งเสริมให้มีการใช้เงินบาทในการค้าขายของไทยกับกลุ่มประเทศในอาเซียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยกระดับให้เป็นเงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายไว้แล้ว ซึ่งจะทำให้ลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของหน่วยธุรกิจของไทยได้ ซึ่งหากทำได้จริงแนวคิดและการดำเนินการของ ธปท.ก็จะยิ่งต้องปรับให้ทันต่อสถานการณ์ต่างๆในโลกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็อยากให้ได้พิจารณาในการดำเนินการเรื่องนี้เพราะจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมากในหลายด้าน ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงอย่างมากหาก ธปท.ไม่มีความพร้อม

หันกลับมาดูกระทรวงการคลัง หลังจากที่รัฐบาลได้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% มาเป็น 23% และเป็น 20% ตามที่ได้หาเสียงและแถลงนโยบายแล้ว ต่อมาได้ดำเนินการเรื่องการลดและขยายช่วงการเก็บภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อลดภาระภาษีให้กับบุคคลธรรมดา สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ ต้องพยายามให้ผู้มีเงินได้เข้ามาจ่ายภาษีในระบบมากขึ้น เพราะจากตัวเลขผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปรากฏว่ามีประชาชนเพียงประมาณสามล้านคนจากหกสิบห้าล้านคนที่จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และประชาชนเพียงสองหมื่นกว่าคนเท่านั้นที่จ่ายภาษีในอัตราสูงสุด และ ประชาชนประมาณสองแสนกว่าคนมียอดรวมการจ่ายภาษีบุคคลธรรมดาถึงสองในสามของภาษีบุคคลธรรมดาทั้งหมด ทั้งนี้ การสำรวจยังพบอีกว่าประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบถึง 57% ซึ่งไม่ได้น้อยกว่าประเทศจีนที่มี 60% เท่าไรนัก การที่จะต้องนำธุรกิจที่อยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบเพื่อจ่ายภาษีนี้ จึงเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อจะได้มีรายได้มาพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น

แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือเหตุการณ์น้ำมันรั่วของบริษัท PTTGC ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นวงกว้าง ซึ่ง ปตท.น่าจะมีความพร้อมในการรับมือและแก้ไขปัญหาได้ดีกว่านี้ ยังดีที่ท่าน รมว.พลังงาน ได้ลงพื้นที่ไปควบคุมดูแลเอง จึงทำให้สามารถแก้ไขได้เร็วขึ้น เรื่องนี้นอกจากจะสร้างปัญหาทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการดำเนินการของบริษัทในเครือ ปตท.ในพื้นที่ตะวันออกแล้ว ยังจะส่งผลกระทบทำให้นโยบายการสร้าง Energy Bridge ที่จะสร้างท่อส่งน้ำมันเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรในพื้นที่ภาคใต้เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานของภูมิภาคนี้ต้องมีปัญหาไปด้วย เพราะความไม่มั่นใจของชาวบ้านที่ไม่อยากเจอปัญหาน้ำมันรั่วนี้อาจจะทำให้โครงการดังกล่าวเกิดได้ยากขึ้น

จึงอยากให้ ปตท.ได้มีการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่ดีกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท