
รัฐบาลซุกหนี้2ล้านล.
คลังจุกโครงการประชานิยมสร้างหนี้ซุกไว้มหาศาลกว่า 2.46 ล้านล้านบาท
คลังจุกโครงการประชานิยมสร้างหนี้ซุกไว้มหาศาลกว่า 2.46 ล้านล้านบาท
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เสนอผลงานทางวิชาการเรื่อง “ความเสี่ยงทางการคลังจากการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (เอสเอฟไอ)” ว่า การดำเนินนโยบายกึ่งการคลัง โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 8 แห่ง ปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแยกบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (PSA) ระหว่างปี 2543–2556 จำนวน 38 โครงการ ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเม็ดเงินกว่า 2.46 ล้านล้านบาท
สศค. ระบุว่า นโยบายกึ่งการคลังดังกล่าว ทำให้รัฐบาลมีภาระตั้งงบชดเชยในปีงบ 2557 ถึง 8.6 หมื่นล้านบาท และต้องชดเชยในช่วงปี 2558-2562 อีกราวปีละ 1.6-1.9 แสนล้านบาท รวมเป็นภาระทางการคลังที่ต้องหาเงินมาชดเชยถึงปี 2562 คิดเป็นเงินกว่า 1.26 ล้านล้านบาท
สศค. ระบุว่า สำหรับภาระทางการคลังส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินโครงการแทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คิดเป็น 97% ของภาระชดเชยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 3 ฤดูกาล ใช้เงิน 7.49 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อยผู้มีรายได้น้อยต่ำที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท ของ 6 ธนาคาร มียอดรวมกว่า 1.24 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2543-2557 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 6.35 หมื่นล้านบาท และในปีงบ 2557 ไอแบงก์และเอสเอ็มอีแบงก์ ได้เสนอขอเงินเพิ่มทุน 4,500 ล้านบาท เนื่องจากมีปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก
ผลการศึกษาของ สศค. ยังระบุว่า ระบบการกำกับดูแลและกรอบการดำเนินงานของเอสเอฟไอในขณะนี้ยังไม่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การดำเนินงานไม่มั่นคง ทำให้รัฐต้องเพิ่มทุน และมีการดำเนินงานนอกพันธกิจ โดยเน้นกำไรทำให้มีความเสี่ยงทางด้านเครดิตสูง อาจทำให้ในอนาคตธนาคารรัฐมีรายได้ลดลงจากการต้องกันสำรองเป็นค่าใช้จ่ายในระดับสูง
สำหรับปัญหาด้านการกำกับพบว่า ควรมีการออกกฎหมายกำกับการดูแล เอสเอฟไอเป็นกรณีเฉพาะเพื่อความโปร่งใส เนื่องจากพบว่า เอสเอฟไอ เกือบทุกแห่งไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส. เอ็กซิมแบงก์ ธอส. บสย.และ บตท. ม่มีบทลงโทษการไม่ปฎิบัติตามเกณฑ์ดังกล่าว ที่ชัดเจน
นอกจากนี้ยังพบว่ากระบวนการตรวจสอบแบงก์รัฐไม่อยู่ในกฎหมายจัดตั้งแบงก์รัฐ โดยใช้วิธีให้ รมว.คลัง มอบให้ธนาคาร
แห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เป็นผู้สอบและให้ข้อเสนอแนะมายังกระทรวงการคลังเพื่อให้ รมว.คลัง พิจารณาและสั่งการ
ส่งผลให้ขาดความชัดเจนในเรื่องของอำนาจผู้ตรวจสอบและกลไกการแก้ไขปัญหาซึ่งต่างจากกรณีของธนาคารพาณิชย์ที่มี
ระบุไว้ชัดเจนในกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
รวมถึงเกณฑ์การกำกับกรรมการและผู้บริหารยังไม่เข้มงวดเท่าของธนาคารพาณิชย์ ส่วนการประเมินผลเน้นการวัดผลใน
ระยะสั้น ยังขาดความต่อเนื่องในการกำหนด KPI ระยะยาว







