posttoday
ภาคสังคมจี้นปช.ยุติชุมนุมก่อนเกิดสงครามกลางเมือง

ภาคสังคมจี้นปช.ยุติชุมนุมก่อนเกิดสงครามกลางเมือง

22 เมษายน 2553

กลุ่ม303คณาจารย์นำทีมเครือข่ายภาคสังคมออกแถลงการณ์เรียกร้องเสื้อแดงยุติชุมนุมราชประสงค์ก่อนเกิดสงครามกลางเมือง

กลุ่ม303คณาจารย์นำทีมเครือข่ายภาคสังคมออกแถลงการณ์เรียกร้องเสื้อแดงยุติชุมนุมราชประสงค์ก่อนเกิดสงครามกลางเมือง

เมื่อเวลา 10.45 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์  เครือข่ายนักวิชาการ และองค์กรภาคสังคม นำโดย กลุ่ม  303 คณาจารย์ ต้านยุบสภาจาก  16  สถาบัน      ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย  มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย  เครือข่ายปัญญาสยาม สหเครือข่ายภาคประชาชน   ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์

ทั้งนี้แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า สถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ใกล้ถึงวิกฤตรอบสองที่มีแนวโน้มของความรุนแรงยิ่งกว่าเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. โดยฝ่ายผู้ชุมนุมมีการปิดกั้นถนน  ตั้งป้อมค่าย  ตัดไม้ไผ่ปลายแหลม สะสมอาวุธ น้ำกรด  พร้อมที่จะทำสงครามการรัฐบาลที่มีการประกาศว่ามีการเตรียมกำลังทหารขอคืนพื้นที่ในเวลาที่เหมาะสม   ในขณะที่ประชาชนที่ไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบันเริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม   ซึ่งหากยังปล่อยให้สถานการณ์ขยายตัวต่อไปอาจจจะเกิดความเสียหายต่อประเทศใหญ่หลวง  ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์   ดำเนินการดังนี้

1.การชุมนุมของฝ่าย นปช. ได้ก้าวเลยขอบเขตการชุมนุมโดยสงบ   มีการตั้งป้อมค่าย สะสมอาวุธ  พร้อมที่จะก่อความรุนแรง   จัดกองกำลังด่านตรวจคนสิ่งของราวกับเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง  เปรียบเสมือนกับการแบ่งแยกประเทศ  ตั้งพื้นที่เป็นรัฐอิสระ  ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 1  “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกมิได้”  และ มาตรา 63  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”

2.รัฐบาลมีความชอบธรรรม     ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 “รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซี่งสถาบันพระมหากษัตริย์  เอกราช  อธิปไตย  และบูรณาภาพแห่งอำนาจรัฐ”   ที่จะดำเนินการให้เหตุการณ์ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์  ดังนั้นจึงไม่สมควรใช้วิธีการรุนแรงใดๆ จนกว่าจะสามารถแยกประชาชนออกมาและเหลือแต่แกนนำและสมาชิกที่นิยมความรุนแรงและตั้งใจทำผิดกฎหมายบ้านเมืองเท่านั้น  และควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงต่อบ้านเมืองมากไปกว่านี้

3. ขอให้อดีตนายกรัฐมนตรี  ทักษิณ  ชินวัตร   และแกนนำผู้ชุมนุม  คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะผู้ชุมนุมและถอยกลับไปสู่สภาพการชุมนุมโดนสงบแลปราศจากอาวุธ ยุติการสร้างความเสียหายต่อประชาชนและธุรกิจโดยรวมของประเทศ  ด้วยการยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์ และขอให้ใช้สถานที่ปิด เช่น สนามหลวง แทน   การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย

4. ขอให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แสดงออกและมีส่วนร่วมในการส่งข่าวสารถึงผู้ชุมนุมทุกวิถีทาง อย่างสันติวิธี  อดทน อดกลั้น เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะความรุนแรงรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้น  โดยไม่เป็นฝ่ายสร้างความรุนแรงเสียเอง

5. ในกรณีที่ฝ่ายผู้ชุมนุมหรือฝ่ายรัฐบาลยังไม่มีการเนินการใดๆที่จะนำไปสู่ความสงบสุขของสังคมและยังมีเจตนานำไปสู่ความรุนแรง ขอให้ประชาชาชน ข้าราชการ นักธุรกิจและทุกภาคส่วนของสังคม แสดงพฤติกรรมการลงโทษทางสังคมกับกลุ่มดังกล่าว  ด้วยการ ไม่คบค้าสมาคม การไม่ซื้อไม่ขายของ  การประกาศไม่เลือกพรรคการเมืองที่ส่งเสริมความรุนแรงและไม่ปราถนาดีต่อประเทศ ซึ่งประชาชนทุกคนสามารถแสดงออกได้เพื่อเป็นการยกระดับส่งสัญญานที่ชัดเจนถึงกลุ่มดังกล่าวเพื่อให้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และพร้อมที่จะยกเลิกมาตรการลงโทษทางสังคม  กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

นายสมชัย  ศรีสุทธิยาการ กล่าวว่า การชุมนุมของฝ่าย นปช.ได้เกินจุดที่เหมาะสมไปแล้ว เพราะเป็นการชุมนุมที่ละเมิดขัดกับรัฐธรรมนูญ  ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ดังนั้น ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่มีสิทธิที่จะอ้างการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญอีกแล้ว  เพราะสิ่งที่ประจักษ์ในวันนี้คือการผู้ชุมนุมมีอาวุธในครอบครอง 10  ชนิด คือ 1. ไม้ไผ่ไม้ปลายแหลม 2 .น้ำกรด 3. น้ำมัน  มีการทำระเบิดเพลิง 4.ยางรถยนต์ 5. มีการกว้านซื้อสากกะเบือจำนวนมาก  และ กว้านซื้อพริกขี้หนูโดยสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นอาวุธได้ 6.บั้งไฟ 7.  หนังสะติ๊กและน็อต 8.ถังแก๊ส 9. ระเบิดปิงปอง 10.อาวุธสงคราม  รวมทั้งมีกองกำลังติดอาวุธที่พร้อมจะสนับสนุนผู้ชุมนุมด้วย 

ดังนั้นการชุมนุมครั้งนี้จึงไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ โดยหากผู้ชุมนุมปฏิเสธต้องมีการพิสูจน์   โดยแกนนำผู้ชุมนุมต้องแสดงความจริงใจด้วยการเปิดโอกาสให้ทางราชการหรือตัวแทน หน่วยงานที่เป็นกลางเข้าไปตรวจอาวุธบริเวณที่มีการชุมนุม โดยขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมการเบื้องต้น อาทิ   นายโคทม อารียา  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตัวแทนนักวิชาการกลุ่ม 155 ที่เห็นด้วยกับการยุบสภา  ตัวแทนนักวิชาการ 303 คนที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา   โดยต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเข้าไปมาตรวจด้วย

ขณะที่ นายสมเกียรติ หอมละออ  ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย      กล่าวว่า   สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหากไม่มีการแก้ไข จะเป็นอันตรายต่อทุกคน  เพราะมีปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เช่นมีการปะทะกันที่สีลม  ดังนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม   ไม่เช่นนั้น จะเกิดองค์กรต่างๆ ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถดูแลได้   เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะเกิดมิคสัญญีและสงครามกลางเมืองได้   เพราะจะมีการเผชิญหน้าระหว่างประชาชน และผู้ชุมนุม   โดยจะรุนแรงขึ้นถ้ารัฐบาลไม่รีบบังคับใช้กฎหมาย

นายทวีศักดิ์   สูทกวาทิน ประธานสภาคณาจารย์ สถาบันบัณฑิตและพัฒนบริหารศาสตร์   (นิด้า) กล่าวว่า  ทางประธานสภาคณาจารย์นิด้า เห็นว่า มีข้อน่าสงสัยเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงมี 3 ข้อ คือ1.การชุมนุมดังกล่าวเป็นไปอย่างสันติ อหิงสา ตามกรอบกฎหมายหรือไม่ หรือ เป็นการชุมนุมที่พร้อมจะละเมิดกฎหมายและพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการต่อสู้กับอำนาจรัฐเพียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะตามจุดมุ่งหมายของแกนนำคนเสื้อแดง โดยไม่สนใจว่าผู้มาร่วมชุมนุมจะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิตมากน้อยเพียงใด

2. ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงที่ให้นายกรัฐมนตรี ยุบสภา สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้จริงหรือไม่ หรือข้อเรียกร้องเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวขั้นแรกในการเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ  เพื่อที่จะดำเนินการล้มล้างและเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่รูปแบบใหม่ต่อไป     3. กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือ เป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐกลับคืนให้ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้อง  โดยไม่สนใจว่าการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนทั่วไปมากน้อยเพียงใด  

ดังนั้น ทางคณาจารย์นิด้า ขอเรียกร้องให้ 1.แกนนำคนเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุมทันที 2. ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกฯและเครือข่ายยุติการสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง และ 3. ขอสนับสนุนให้มีการเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สังคมได้ตระหนักว่าการอยู่ร่วมกันต้องยึดถือกฎหมายเป็นกติกา

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน