
แล้งถล่มนราฯไฟไหม้ป่ายังคุมสถานการณ์ไม่ได้
วิกฤตภัยแล้งลามนราฯเกิดไฟไหม้ป่ายังคมสถานการณ์ไม่ได้
วิกฤตภัยแล้งลามนราฯเกิดไฟไหม้ป่ายังคมสถานการณ์ไม่ได้
วิกฤติภัยแล้งถล่มจ.นราธิวาสในช่วง 1 - 2 วันที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุไฟไหม้ป่าขึ้นในพื้นที่ 7 ตำบลของ 4 อำเภอ คือ อำเภอเมือง บาเจาะ ยี่งอและตากใบ จนส่งผลทำให้บรรยากาศโดยทั่วไปบนท้องฟ้า มีควันไฟลอยปกคลุมโดยเฉพาะในช่วงเช้าถึงสายของทุกวัน แถมยังส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งทั่วบริเวณ การใช้ยานพาหนะทุกชนิดของประชาชนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน กระทบต่อทัศนะวิสัยในการขับขี่ยานพาหนะ จนเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง
สำหรับไฟไหม้ป่าในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นป่าเสม็ด สวนผลไม้และสวนยางพาราของประชาชน ซึ่งในแต่ละอำเภอมีไฟไหม้เป็นจุดใหญ่อำเภอละ 2 - 3 จุด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัยแต่ละอำเภอและแต่ละ อบต. ไม่สามารถที่จะเข้าสกัดกั้นต้นเพลิงเอาไว้ได้ เนื่องจากแต่ละจุดส่วนใหญ่รถดับเพลิงไม่สามารถที่จะแล่นเข้าไปฉีดน้ำได้ เพราะเส้นทางที่จะแล่นผ่านไปยังจุดเกิดเหตุไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากเป็นป่ารกทึบและบางพื้นที่เป็นดินพรุ จนส่งผลทำให้ไฟไหม้ป่าได้ลุกลามกินพื้นที่ไปแล้วกว่า 2,000 ไร่ แถมเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ในขณะนี้
โดยจุดที่ไฟไหม้อยู่ในขั้นวิกฤตินั้นมี จำนวน 2 จุดใหญ่ คือ 1. อยู่ในพื้นที่บ้านตะโล๊ะมีญอ อ.ยี่งอ ป่าได้รับความเสียหายไปแล้วกว่า 600ไร่ จุดที่ 2. เป็นป่าเสม็ดอยู่หลังที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลกะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส ป่าได้รับความเสียหายไปแล้วกว่า 700 ไร่ และอุปสรรค์ในการดับไฟของเจ้าหน้าที่นอกเหนือจากเส้นทางสัญจรไปยังจุดเกิดเหตุที่เป็นป่ารกทึบและดินพรุแล้ว กระแสลมยังเป็นอุปสรรค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อเจ้าหน้าที่ฉีดน้ำสกัดกั้นต้นเพลิงจุดนั้นๆเอาไว้ได้แล้ว แต่เมื่อกระแสลมพัดกรรโชกแรง ไฟที่คุกรุ่นอยู่ใต้ดินก็จะลุกโชนขึ้นมาบนผิวดิน และไหม้ซากพืชและซากสัตว์ที่ทับถมกันเป็นเวลานาน ซึ่งถือว่าเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี จนเจ้าหน้าที่ต่างพากันถอดใจกันไปตามๆกัน







