posttoday
นิรโทษกรรมตอนร้อน"เดี๋ยวจะฆ่ากันอีก"

นิรโทษกรรมตอนร้อน"เดี๋ยวจะฆ่ากันอีก"

05 สิงหาคม 2556

การเร่งรัดนิรโทษกรรมนอกจากจะไม่ทำให้เกิดการปรองดองแล้ว ยังอาจสร้างประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาใหม่

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย/ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

“นิรโทษกรรม”กลายเป็นคำที่มีการพูดกันมากในเวลานี้ และได้นำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อฝ่ายหนึ่งอ้างว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ฉบับของ วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยกฎหมายเข้าสภาในวันที่ 7 ส.ค. เพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่เพื่อตัวเอง อีกฝ่ายหนึ่งก็โต้กลับไปว่าเป็นกฎหมายที่แฝงประโยชน์ให้กับคนบางคน

การโต้แย้งที่ปรากฏขึ้นไม่เพียงจะมีอยู่แต่ในสภาเท่านั้น เพราะปัจจุบันได้ลามมาถึงนอกสภาจนกระทั่งเกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาล

ประเด็นที่เกิดการถกเถียงทั้งหมด คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานเกี่ยวกับกระบวนการนิรโทษกรรมที่ควรจะทำให้กับรัฐบาลชุดนี้ ได้ให้ทัศนะกับโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

อาจารย์คณิต อธิบายถึงแนวทางการนิรโทษกรรมที่ควรจะเป็นว่า การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม คอป.ได้เคยให้ความเห็นไว้แล้วว่า การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องเร่งร้อนและไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย และต้องไม่กระทบต่อเหยื่อ ดังนั้น หากจะทำอะไรในลักษณะนี้ก็ควรใช้รายงานของ คอป.เป็นตัวตั้งน่าจะเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้

“สมัยคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ทำอะไร คุณยิ่งลักษณ์ก็เอาเราไปหาเสียงตอนเลือกตั้ง พอได้เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรมาเลยนะ สิ่งที่เราเสนอแนะเราพูดเพื่อให้มันเกิดความสงบในบ้านเมืองก็ไม่ได้ทำ แล้วไปขุดสิ่งที่พวกคุณบอกว่ามันร้อนขึ้นมา สิ่งที่ผมในส่วนตัวเป็นห่วงที่สุด คือ เดี๋ยวจะฆ่ากันอีก”

จะฆ่ากันจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้? อาจารย์คณิต ครุ่นคิดและตอบว่า “ผมไม่รู้สิเห็นว่าจะออกกันมาเยอะแยะเห็นจากข่าว”

อย่างไรก็ตาม อดีตประธาน คอป.ย้ำถึงวิธีการนิรโทษกรรมที่ควรจะเป็นผ่านรายงานของ คอป.ที่ได้เสนอรัฐบาลเอาไว้ว่า

“แม้การนิรโทษกรรมจะเป็นกลไกหนึ่งที่อาจนำไปสู่ความปรองดอง แต่การนำนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทั้งในแง่ของเวลา สถานการณ์และกระบวนการ โดยเฉพาะการเร่งรัดให้เกิดการนิรโทษกรรมนอกจากจะไม่ส่งผลให้เกิดการปรองดองแล้ว ยังอาจเป็นการสร้างประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาใหม่...

...คอป.เห็นว่าการนิรโทษกรรมจะต้องกระทำโดยไม่กระทบต่อสิทธิของเหยื่อและผู้ที่ได้รับผลกระทบในการรับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สิทธิในการได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม ซึ่งล้วนเป็นกลไกหลักของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน การนิรโทษกรรมที่จำกัดสิทธิของผู้เสียหายดังกล่าวมีแนวโน้มอย่างสูงที่จะถูกต่อต้านจากสังคมและเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาตกลง เพื่อการสร้างความปรองดองในชาติต่อไป”

ในความคิดของอดีตประธาน คอป.มองความล่อแหลมในสภาที่เตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามกำหนดการ 7 ส.ค. คือ “ความไม่ไว้วางใจ”

“ความไม่ไว้วางใจกันเลย เราคิดแต่จะทำในสิ่งที่มันยังมีความขัดแย้ง ทำไมเราไม่ดูให้ดี คอป.ได้เสนอการนิรโทษกรรมทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว แต่ไม่ทำอะไรเลย ในที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้คุยเหมือนกันว่า การนิรโทษกรรมในอดีตกับนิรโทษกรรมที่จะมีต่อไปนี้มันไม่เหมือนกันแล้ว

...ในอดีตเป็นความขัดแย้งระหว่างทหารกับประชาชน แต่ปัจจุบันเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกัน ดังนั้น จะเอาการแก้ปัญหาในอดีตมาเทียบเคียง เพื่อแก้ไขปัญหาในปัจจุบันไม่ได้ ต้องไปคิดกันใหม่”

ถึงกระนั้น อาจารย์คณิต ก็ไม่ได้คัดค้านการนิรโทษกรรมไม่ควรเกิด เพียงแต่การจะทำเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้จะต้องมาจากพื้นฐานทางวิชาการและการศึกษาไม่ใช่ความรู้สึก

“ผมคิดว่าต้อง Base on (ยึดเป็นหลัก) ในสิ่งที่เราศึกษา ไม่ใช่เอามาจากสิ่งที่คุณคิด เพราะสิ่งที่คุณคิดมันเป็นความเห็นมีความรู้สึกงานของ คอป.เราใช้ความรู้ไม่ใช้ความรู้สึก...

ผมคิดว่าจะทำอะไรต้องใช้ความรู้ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะความรู้เกิดจากการศึกษาการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เราแก้กฎหมายกันในอดีตเราก็ใช้ความรู้สึก เพราะรู้สึกว่ากฎหมายนี้มันไม่เข้าท่า เราก็เลยแก้ สิ่งที่เรารู้สึกบางทีไม่ใช่ชาวบ้านรู้สึก แต่เป็นคนในอำนาจรัฐรู้สึก แก้ไปแก้มามันไปเพิ่มอำนาจรัฐไปรุกรานชาวบ้าน

สมัย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้เคยออกกฎหมาย Enabling Act หรือกฎหมายมอบอำนาจพิเศษ ฮิตเลอร์ทำอะไรถูกหมด สมัยฮิตเลอร์เขาบอกว่าชีวิตที่ไร้ค่าเอาเข้าเตาแก๊สได้ ทุกคนคิดว่าสิ่งที่ฮิตเลอร์พูดถูกหมดเชื่อกันอย่างนั้น”

แสดงว่าเวลานี้ยังไม่ควรเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม? อดีตประธาน คอป.ตอบว่า “ผมคงพูดอะไรไม่ได้ แต่พูดได้แค่ว่าการจะทำอะไรต่อไปนี้อย่าลืมว่า คอป.รัฐบาลเป็นผู้ตั้งขึ้นมาแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก่อนจะทำอะไรเมื่อรัฐตั้ง คอป.มาดูแลให้เกิดความปรองดองและเอา คอป.ไปหาเสียงแล้วมาเป็นรัฐบาลคุณจะ Ignore (เพิกเฉย) ไม่ดูอะไรเลยเหรอ...

“รัฐบาลชุดนี้เขาคุมเสียงข้างมากในสภาและผมเข้าใจว่าเขาคงคิดว่าทุกอย่างมันทำได้ในสภานี้ โดยไม่ต้องฟังใครผมเคยพูดในอดีตเอาไว้ว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยเสียงข้างมาก ข้อนี้เป็นที่ทราบกันดี แต่ในบางครั้งการใช้เสียงข้างมากได้เคยนำไปสู่ระบอบเผด็จการเสียงข้างมากมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่”

“ความเพิกเฉย” ที่อาจารย์กล่าวมานั้นไม่ได้เพียงแต่ต้องการจะสื่อว่าได้เกิดกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่เคยเกิดมาแล้วเมื่อครั้งได้มีโอกาสร่วมงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สมัยปลุกปั้นพรรคไทยรักไทยกว่าปีก่อนด้วย

“ตอนสมัยผมทำงานกับคุณทักษิณผมเคยเสนอไปว่า พรรคการเมืองของประเทศที่เจริญแล้วจะมีศูนย์หรือสถาบันทางกฎหมายไม่ใช่ใช้แต่คนที่เป็นมือกฎหมายของพรรค โดยจะต้องทำแบบต่อเนื่อง เช่นเดียวกับทางเศรษฐศาสตร์ต้องมี Think Tank (กลุ่มถังความคิด) เพื่อให้การเมืองเป็นมิติใหม่ได้ ตอนนั้นคุณทักษิณก็บอกว่าดีแต่ไม่ได้ทำ”

ในฐานะที่เป็นนักวิชาการดีกรีระดับนิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Jurisprudence : DJur or J.D.) จากประเทศเยอรมนีให้มุมมองเชิงเปรียบเทียบระหว่างรัฐสภาไทยกับเยอรมนีว่า “ประธานคณะกรรมาธิการสำคัญใหญ่ในรัฐสภาเยอรมนี คือ ฝ่ายค้าน การให้ความสำคัญแบบนี้ถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันในการตรวจสอบไม่เหมือนบ้านเราฝ่ายค้านเป็นแค่ตัวประดับ”

“บ้านเรามีปัญหา 3 อย่าง กฎหมาย นักกฎหมาย และการศึกษากฎหมาย กฎหมายบ้านเราไม่ได้เลวนะ แต่ดีมากเลยทีเดียว แต่นักกฎหมายเราตีความเข้ารกเข้าพงหมด การสอนกฎหมายของเราไม่ได้ให้หลักคิดเลยให้แต่จำ ทางปฏิบัติเป็นอย่างไรเราใช้ความรู้สึกมาแก้ปัญหา แบบนี้เข้ารกเข้าพงหมด”

สุดท้ายอดีตประธาน คอป.ได้สรุปว่าเวลานี้ไม่ธรรมดาแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นคนอย่าง อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ผู้ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาว คร่ำหวอดการเมืองมาตลอดชีวิต คงไม่ออกคัดค้านการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่เอาจริงเชื่อว่าคงไม่มีใครสนใจ เพราะขนาด คอป.ถูกใช้งานและทำอะไรออกมายังไม่ฟังเลย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์