posttoday
คราบน้ำมันหมด...ปัญหาไม่จบ

คราบน้ำมันหมด...ปัญหาไม่จบ

05 สิงหาคม 2556

สิ่งที่เกิดขึ้น ความน่าสนใจหายไปจากกระแสสังคมแล้ว ความเสียหายก็อาจจะยังคงอยู่คู่กับคนในพื้นที่ต่อไปอีกนาน

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

“อีกไม่นานน้ำทะเลก็คงใสตามที่ประกาศกันว่า 3-7 วัน คราบน้ำมันจะหมดไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะจบหรือหมดไป ต้องดูกันในระยะยาว”

นั่นคือสิ่งที่ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกถึงการต้องดำเนินการต่อหลังกรณีเหตุการณ์น้ำมันดิบของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล รั่วลงสู่ท้องทะเลอ่าวไทย

“ระบบนิเวศทั้งหมดเป็นเรื่องถัดมา แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงไปเก็บข้อมูลเป็นระยะๆ เป็นข้อมูลที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประเมินผลกระทบในอนาคต เป็นข้อมูลที่ใช้นำไปเรียกร้องความเสียหายหรือแนวทางในการฟื้นฟูว่าต้องดำเนินการอะไรบ้าง”

รองคณบดีคณะประมง อธิบายเพิ่มเติมว่า การเก็บข้อมูลดังกล่าวเป็นแนวทางปฏิบัติในการค้นหาความเสียหายที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งมีรูปแบบใกล้เคียงกันทั่วโลก โดยต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของความเสียหายครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก คือ

โซนที่1 จุดที่น้ำมันรั่ว ซึ่งต้องตีวงสำรวจจากคราบน้ำมันที่แผ่ออกไป 2 กิโลเมตร เคลื่อนตัวไปยังเกาะเสม็ด เป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดรวมกัน 80 ตารางกิโลเมตร

โซนที่2 คือ อ่าวพร้าวหรือจุดที่น้ำมันดิบขึ้นฝั่ง ที่ต้องศึกษาเรื่องระบบนิเวศอย่างละเอียด

โซนที่ 3 พื้นที่อ่าวบ้านเพ เกาะกุฎี ปากคลองแกลง เพื่อศึกษาทิศทางที่ฟิล์มน้ำมันซึ่งอาจจะยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเฉียบพลัน

อย่างไรก็ดี สารเคมีและโลหะบางชนิดที่มีในน้ำมันดิบอาจจะสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดตามห่วงโซ่อาหารในทะเลสู่ผู้บริโภคขั้นสูงได้ การสลายตัวได้ยากจะรวมตัวและสะสมเป็นก้อนน้ำมันดิน (Tar Ball) ตามชายหาดต่างๆ ในระยะยาว

“สิ่งที่เราต้องการหลังจากนี้คือข้อมูลทางวิชาการที่รัดกุม ไม่ใช่การออกมาบอกว่า ลงไปดูแล้ว ปะการังยังไม่ตายก็จบ ข้อมูลทางวิชาการที่ได้อาจจะนำมาโต้แย้งว่า ใช่ วันนี้มันยังไม่ตาย แล้วมีใครทราบหรือไม่ว่ามันอาจจะอ่อนแอก็ได้ เกิดอีก 3 อาทิตย์ข้างหน้ามันตายหมดจะนับว่าตายจากคราบน้ำมันหรือไม่ เรื่องนี้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะบอกได้

คำอธิบายที่ได้มาจะต้องตอบคำถามให้กับสาธารณชน โดยเฉพาะชาวประมงในพื้นที่ หากจำนวนสัตว์น้ำลดลง ก็ต้องตอบได้ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอีกนานเท่าไร

หากเป็นอย่างนั้นเราก็ต้องไปสืบค้นเรื่องน้ำมันที่ถูกสารเคมีฉีดให้จมลงว่ามีลักษณะอย่างไรกันแน่ ปกติหลังจากฉีดสารย่อยสลาย น้ำมันดิบจะแตกเป็นอณูน้ำมันเล็กๆ จมลงไปประมาณ 10 เมตร รอให้แบคทีเรียมาย่อยสลาย

ส่วนน้ำมันที่แตกตัวแล้วจะสร้างผลกระทบกับท้องทะเลบริเวณไหน จะเกิดขึ้นได้กรณีที่ถูกพัดไปยังที่ตื้นหรือกระทบพื้น ก็จะสร้างปัญหาทันที เพราะมันจะเริ่มฝังลงไปในตะกอนใต้ทะเล ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีออกซิเจนหรือแสงแดดเพียงพอที่จะย่อยสลาย กรณีนี้ตะกอนน้ำมันอาจจะกลายเป็นฟิล์มที่เคลือบให้สัตว์ทะเลตายได้”

กลุ่มสัตว์ทะเลบริเวณนี้ที่เสี่ยงจากกรณีดังกล่าว คือ ปูม้าและปลาเก๋า โดยธรณ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ห่วงโซ่อาหารจะได้รับผลกระทบ ตะกอนน้ำมันจะทำให้ไส้เดือนทะเลซึ่งเป็นอาหารของสัตว์ทั้งสองชนิด หรือกระทั่งสัตว์อื่นๆ ตายลง

“ถ้าหากเรากลัวว่าจะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น เราก็ต้องตรวจให้รู้ว่าใน 80 ตารางกิโลเมตรที่ว่าเกิดปัญหานี้ขึ้นหรือไม่ และอาจจะต้องดูไปด้วยว่าแพลงก์ตอนทั้งในน้ำและหน้าดินกระทบหรือไม่ ต้องเจาะหน้าดินเป็นแท่งๆ มาดู มาเทียบกับข้อมูลเดิมที่เรามีอยู่แล้วและหาทางแก้ไขกันต่อไป ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเกษตรฯ เคยใช้ทะเลระยองทำงานวิจัยจนมีข้อมูลจำนวนมาก ตั้งแต่จุลชีพทุกชนิดไปจนถึงสัตว์ใหญ่อะไรหายไปจากพื้นที่ เพราะอะไร มีปูกี่ชนิด เรารู้หมด เราคุ้นเคยกับแนวปะการังที่นี่มาเกือบ 20 ปี จึงไม่มีทางที่จะออกมาบอกแค่ว่าดำลงไปดูแล้วปะการัง แล้วขึ้นมาบอกว่าไม่ตายแล้วจบ มันดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์นัก”

นั่นคือหน้าที่ของภาควิชาการที่จะต้องนำข้อมูลมายืนยันในการเรียกร้องความรับผิดชอบในระยะยาวต่อไป ธรณ์ทิ้งท้ายว่า

“ต้องไม่ลืมว่าหลังจากสิ่งที่เกิดขึ้น ความน่าสนใจหายไปจากกระแสสังคมแล้ว ความเสียหายก็อาจจะยังคงอยู่คู่กับคนในพื้นที่ต่อไปอีกนาน ที่ผ่านมาน้ำมันรั่วในบางพื้นที่ต้องดูกันนานถึง 10 ปี ที่ชัดๆ คือที่เคยเกิดนอกชายฝั่งรัฐอลาสก้าของสหรัฐ เมื่อปี 2532 ก็ยังย่อยสลายไม่หมด และคนทั่วไปอาจจะเลิกสนใจไปหมดแล้ว”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท