posttoday
สับเละรัฐบาลมัดมือชกกู้เงิน

สับเละรัฐบาลมัดมือชกกู้เงิน

03 สิงหาคม 2556

‘ทนง’ประกาศรับไม่ได้นำไปสู่วิกฤตศก.โฆสิตชี้โพรงมีความเสี่ยงด้านการคลัง

‘ทนง’ประกาศรับไม่ได้นำไปสู่วิกฤตศก.โฆสิตชี้โพรงมีความเสี่ยงด้านการคลัง

อดีตขุนคลัง “ทนง” สับ รัฐบาลผิดพลาดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รับไม่ได้ออกกฎหมายกู้เงินก้อนมหึมา

นายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้มีความเสี่ยงจาก 4 ปัจจัย คือ การวางงานต่ำไม่ถึง 1% ดอกเบี้ยต่ำ เงินเฟื้อต่ำไม่ถึง 2% และเศรษฐกิจขยายตัวต่ำแค่ 4% ต่อปีแสดงให้เห็นว่า มีความผิดพลาดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจแต่ไม่ได้รับการแก้ไข เพราะแม้ว่า การตกงานที่ต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ และเงินเฟ้อต่ำเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมขยายตัวได้สูง

นายทนง กล่าวว่า เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวได้น้อย รัฐบาลก็ทำแต่นโยบายซูเปอร์ประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่เป็นเรื่องที่ผิดเพี้ยน มีการรับจำนำสินค้าในราคาที่สูงกว่าตลาด เป็นโครงการที่ไม่ควรเกิด เป็นภาระการคลังสูง และไม่สร้างประโยชน์เศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ นายทนง ยังกล่าวถึงการกู้เงินของรัฐบาลอีกว่า การลงทุนน้ำจากการออก พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท จะเป็นความเสี่ยงการคลังในอนาคต เพราะผู้รับเหมาอาจทำไม่ได้ตามเงื่อนไขสัญญาที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 7 ปี ทำให้รัฐบาลเสียเงินเปล่าและไม่ได้ของ ซึ่งเรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นในอดีตที่รัฐบาลจ้างบริษัทสหรัฐต่อเรือ ซึ่งบริษัททำให้ไม่ได้ตามสัญญา และบริษัทแจ้งล้มละลายทำให้ประเทศเสียหายมาแล้ว

นายทนง ยังกล่าวถึง การออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลอีกว่า การกู้เงินชุดนี้ในแง่ของวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เป็นการออกกฎหมายผูกมัดให้กระทรวงการคลังกู้เงิน ทั้งๆ ที่โครงการต่างๆ ยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้เลย ซึ่งทั้งหมดจะเป็นภาระการคลังทำให้นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานสถาบันและประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงการคลังในอนาคตมี 3 ด้าน คือ 1.การไม่ปรับโครงสร้างการผลิต การไม่พัฒนาคน และสินค้า เพราะการใช้นโยบายทางการเงินการคลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตโดยที่ไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จะไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระยะยาว

ด้านที่ 2 ความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะที่สูง และการไม่เก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคลังควรมีแผนเรื่องนี้ที่ชัดเจน เช่น เมื่อหนี้สาธารณะเพิ่มไปถึง 45% ก็ต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นภาษีหรือเก็บภาษีตัวใหม่ เพื่อให้เพียงพอกับการใช้จ่าย ลดหนี้ให้น้อยลง

สำหรับด้านที่ 3 เป็นความเสี่ยงเรื่องการบริหารจัดการทางการคลังที่ดี เช่น โครงการลงทุนควรต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้และคุ้มทุนทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญทางวินัยการคลังอย่างมาก เพราะการใช้จ่ายที่ไม่มีวินัยการคลัง จะทำให้มีปัญหาตามมาอีกมากด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ความเสี่ยงทางการคลัง มีอยู่ทั้งในส่วนของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง สศค. ได้ติดตามและเห็นว่ามาตรการอะไรที่ดำเนินการสั้น ต้องใช้เงินจำนวนมาก และไม่เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจในระยะกลางและยาวก็ไม่ควรดำเนินการ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์