
โลกจับตาการเมืองไทยระอุ
นอกจากสถานการณ์ท่อส่งน้ำมันรั่วในประเทศไทยแล้ว สิ่งที่ต่างชาติให้ความสนใจไม่แพ้กันในเวลานี้ก็คือการเมืองไทย ที่มีแนวโน้มจะปะทุขึ้นมาร้อนแรงอีกครั้งกับบรรดาม็อบต่อต้านรัฐบาลในเดือน ส.ค.นี้ และกำลังทำให้นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
นอกจากสถานการณ์ท่อส่งน้ำมันรั่วในประเทศไทยแล้ว สิ่งที่ต่างชาติให้ความสนใจไม่แพ้กันในเวลานี้ก็คือการเมืองไทย ที่มีแนวโน้มจะปะทุขึ้นมาร้อนแรงอีกครั้งกับบรรดาม็อบต่อต้านรัฐบาลในเดือน ส.ค.นี้ และกำลังทำให้นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
เว็บไซต์ข่าวเศรษฐกิจชื่อดัง บลูมเบิร์ก รายงานว่า การเตรียมพิจารณาออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เอื้อประโยชน์ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทนั้น กำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อาจต้องเผชิญการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในปีนี้
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เตือนถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ใน 3 เขตกรุงเทพฯ อีกด้วย
รายงานระบุว่าแนวโน้มความวุ่นวายทางการเมืองไทยได้ฉุดให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งมีผลประกอบการย่ำแย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานั้นดิ่งลงอย่างหนักทันทีเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา จากความกังวลว่าอาจเกิดความไม่สงบทางการเมืองขึ้นอีก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึงกว่า 100 คน นับตั้งแต่เกิดเหตุรัฐประหารขึ้นในปี 2549
ในครั้งนี้บรรดาผู้พิพากษา ทหาร และชนชั้นกลางฝ่ายนิยมสถาบัน ต่างพากันเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งยังคงมีการรวมตัวกันและได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาบนฐานเสียงของประชาชนในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่
รายงานได้อ้างความเห็นของ อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ว่า เสถียรภาพทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย เนื่องจากปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นต้องพึ่งพิงเงินลงทุนของรัฐเป็นส่วนใหญ่ท่ามกลางความต้องการสินค้าและบริการจากต่างประเทศที่ยังคงซบเซาในขณะที่การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนก็เริ่มปรับตัวลดลง
นอกจากสถานการณ์การเมืองไทยแล้ว บรรดาสื่อต่างชาติก็ยังให้ความสนใจกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศไม่รับรองการใช้สกุลเงินเสมือนจริง บิทคอยน์ (Bitcoin) ในการทำธุรกรรมในประเทศไทยด้วย เพราะเกรงจะเป็นช่องทางให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาท ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศห้ามใช้สกุลเงินใหม่ที่กำลังมาแรงในโลกออนไลน์ขณะนี้
แม้ว่าในบรรดาเว็บบล็อกต่างๆ จะมีการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ไทย ทว่าเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ฮัฟฟิงตัน โพสต์ ในสหรัฐ ได้รายงานข้อเท็จจริงในเชิงคล้อยตามว่า แม้แต่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐก็ยังออกคำเตือนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะมีการใช้สกุลเงินเสมือนจริงเหล่านี้ในการฉ้อโกงหลอกลวงในสหรัฐ โดยยกกรณีแชร์ลูกโซ่ในรัฐเทกซัสที่ใช้เงินบิทคอยน์







