
เศรษฐกิจไทย-ศก.โลกอนาคตประเทศไทย(2)
การสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยจำเป็นต้องปรับรูปแบบโครงสร้างการขนส่งของประเทศเพื่อให้สามารถลดต้นทุน Logistics เพราะปัจจุบันต้นทุน Logistics ของไทยยังค่อนข้างสูงที่ประมาณ 15% ของ GDP (ข้อมูลปี 2554) หากทางการสามารถเร่งผลักดันให้ระบบการขนส่งมวลชนของประเทศมีโครงข่ายเชื่อมโยงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการลงทุนพัฒนาระบบราง ท่าเรือ ถนน และท่าอากาศยาน จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศในหลายด้าน ทั้งช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและการขนส่งสินค้า เพิ่มปริมาณการค้าชายแดน ลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนน ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงได้ โดยหากสามารถทำให้โครงสร้างพื้นฐานแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ ไทยจะสามารถลดต้นทุน Logistics ได้อย่างน้อย 2% ของ GDP
การสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยจำเป็นต้องปรับรูปแบบโครงสร้างการขนส่งของประเทศเพื่อให้สามารถลดต้นทุน Logistics เพราะปัจจุบันต้นทุน Logistics ของไทยยังค่อนข้างสูงที่ประมาณ 15% ของ GDP (ข้อมูลปี 2554) หากทางการสามารถเร่งผลักดันให้ระบบการขนส่งมวลชนของประเทศมีโครงข่ายเชื่อมโยงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการลงทุนพัฒนาระบบราง ท่าเรือ ถนน และท่าอากาศยาน จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศในหลายด้าน ทั้งช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและการขนส่งสินค้า เพิ่มปริมาณการค้าชายแดน ลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนน ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงได้ โดยหากสามารถทำให้โครงสร้างพื้นฐานแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ ไทยจะสามารถลดต้นทุน Logistics ได้อย่างน้อย 2% ของ GDP
ด้านที่สอง คือ การทำให้คนในประเทศมีพัฒนาการด้านสุขภาพและการศึกษาที่ดี จะต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขและระบบการศึกษาทั้งทางด้านคุณภาพและโอกาสในการเข้าถึงของประชาชน โดยในกรณีของการศึกษานั้นยังต้องเน้นการพัฒนาทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นสูง การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางระบบการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดและเป้าหมายในการพัฒนาประเทศตั้งแต่เนิ่นๆ
ด้านที่สาม คือ การสร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการลงทุนหรือสร้างระบบที่ช่วยจูงใจให้มีการลงทุนและศึกษาด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีจากชาวต่างชาติที่มาลงทุนในไทย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งการสร้างความพร้อมในด้านนี้ นอกจากจะช่วยให้ธุรกิจผลิตสินค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้สินค้าหรือบริการใหม่ๆ มีความหลากหลาย มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นการยกระดับสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
นอกจากนี้ การพัฒนาความพร้อมในด้านสุขภาพและการศึกษาของคนในประเทศ และความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้น ยังสามารถนำไปสู่การพัฒนาในด้านสุดท้ายได้คือ การทำให้ตลาดแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตลาดแรงงานของบ้านเราค่อนข้างตึงตัว ล่าสุดอัตราการว่างงานในเดือน เม.ย. อยู่ที่ 0.9% ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชีย ซึ่งความตึงตัวของตลาดแรงงานนี้ ถือเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย แต่ประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงจะมีเฉพาะปัญหาด้านจำนวนแรงงานที่ไม่เพียงพอ แต่นอกเหนือจากนี้ยังมีปัญหาความไม่ตรงกันระหว่างความต้องการของนายจ้างกับทักษะของลูกจ้างหรือที่เรียกว่า Skill Mismatch ซึ่งการพัฒนาคุณภาพของคนในด้านการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง จะช่วยให้แรงงานมีทักษะที่ตอบโจทย์นายจ้างมากขึ้น เช่น เร่งพัฒนาคุณภาพและส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพให้มากขึ้น เพื่อป้อนแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตที่มีความต้องการแรงงานสายช่างเทคนิคเพื่อไปดูแลควบคุมอุปกรณ์เทคโนโลยีมากกว่าต้องการแรงงานที่จบปริญญาบัตรในสาขาที่มีความต้องการน้อยกว่า
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาผลิตภาพของแรงงานไทย หรือ Labor Productivity ของไทยที่มีการขยายตัวช้า ซึ่งเกิดจากปัญหาสองประการ ได้แก่ 1) แรงงานไทยมีการเคลื่อนย้ายกำลังแรงงานจากสาขาการผลิตที่มี Productivity สูงไปยังสาขาที่มี Productivity ต่ำ และ 2) ไทยมีการสะสมทุนในอัตราที่ต่ำลง
ปัญหาแรงงานไทยมีการเคลื่อนย้ายกำลังแรงงานจากสาขาการผลิตที่มี Productivity สูงไปยังสาขาที่มี Productivity ต่ำ สอดคล้องกับที่เราเห็นแรงงานย้ายออกจากภาคอุตสาหกรรมและบริการไปสู่ภาคเกษตรมากขึ้นในช่วงปี 25542555 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น
ส่วนปัญหาไทยมีการสะสมทุนในอัตราที่ต่ำลง ดูได้จากอัตราการขยายตัวของทุนทั้งหมดต่อแรงงานของไทยที่ลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ส่วนหนึ่งเนื่องจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของไทยจำนวนมากยังสามารถดำเนินธุรกิจโดยพึ่งพาแรงงานต่างด้าวไร้ทักษะ จึงขาดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรอย่างรวดเร็ว หรือปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ผลคือการลงทุนในเชิงปริมาณและคุณภาพเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตจึงค่อนข้างต่ำ
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพของคนไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยพัฒนาด้านตลาดแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยบรรเทาข้อจำกัดด้านตลาดแรงงานที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ได้ทั้งในด้านจำนวนแรงงาน และ Productivity ที่ขยายตัวช้า และเมื่อประกอบกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทย และเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกของไทยในระยะยาว
4.แนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย : รัฐและเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน ภายใต้การกำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ และมุ่งหวังจะสร้างการเติบโตให้กับประเทศอย่างยั่งยืน
ภาคเอกชนถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผมเชื่อว่าภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งในและต่างประเทศ ภาคเอกชนมีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งการพัฒนาคุณภาพของแรงงานผ่านการฝึกอบรมเพิ่มทักษะ และการลงทุนในเทคโนโลยี แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐคือ การประสานความร่วมมือและสื่อสารกับภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อนโยบายของภาครัฐหรือเรื่องที่เป็นอุปสรรคของธุรกิจ เนื่องจากเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐเข้าใจสิ่งที่ภาคธุรกิจเผชิญอยู่ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการเพิ่มศักยภาพของภาคเอกชน หรือช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจได้แบบตรงจุด
ในส่วนของภาครัฐ ซึ่งรวมถึงแบงก์ชาติ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตไปถึงเป้าหมาย แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้น ผมเชื่อว่าประเทศต้องมี “นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดี” ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งควรมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ
ประการแรก เป็นนโยบายที่มองไกลไปในอนาคตและมุ่งหวังสร้างการเติบโตให้กับประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว กล่าวคือ ควรเป็นนโยบายที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตทั้งด้านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา
ประการที่สอง เป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว เนื่องจากการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
ประการที่สาม เป็นนโยบายที่มีความสอดคล้องกัน ทั้งในระดับของผู้ดำเนินนโยบายมหภาคต่างๆ กล่าวคือ ผู้ดำเนินนโยบายมองเห็นและดำเนินนโยบาย โดยเห็นเป้าหมายเดียวกัน และในระดับของนโยบายใหญ่และนโยบายย่อยที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อไม่ให้ผลหักล้างกันเองหรือไปกัน คนละแนวทาง
ประการที่สี่ เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทำแล้วคุ้มค่า ไม่ก่อให้เกิด Opportunity Loss เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า เรามีทรัพยากรจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน คน รวมทั้งเวลา จึงควรบริหารทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศสูงสุด
ดังนั้น ไม่ว่าจะดำเนินการใดๆ ก็ตาม จะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญว่าสิ่งใดควรจะทำก่อนหลัง เช่น การลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จะต้องเลือกโดยดูความคุ้มค่าของโครงการเป็นที่ตั้ง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพให้แก่ประเทศ
สำหรับแบงก์ชาติมีเป้าหมายหลัก คือ มุ่งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินที่มีเสถียรภาพและมีพัฒนาการอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ผ่านการใช้นโยบายและเครื่องมือต่างๆ
นโยบายการเงิน มีเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลในการเติบโตและคำนึงถึงความสามารถในการประคับประคองเศรษฐกิจในอนาคตเมื่อมีความจำเป็น โดยมีเครื่องมือสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน
ทางด้านนโยบายสถาบันการเงิน มุ่งเน้นให้มีการบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและสามารถแข่งขันได้ ภายใต้โครงสร้างของการมีระบบการเงินที่มั่นคง รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการสอดส่องดูแลเสถียรภาพระบบการเงินมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินทั้งในและนอกการกำกับของแบงก์ชาติมีความเกี่ยวโยงกัน สูงมาก หากเกิดปัญหากับส่วนใดส่วนหนึ่งก็สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินได้
ส่วนนโยบายระบบการชำระเงิน สนับสนุนให้สถาบันการเงินทำหน้าที่เป็นตัวกลางด้านการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยสนับสนุนการค้าการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี นโยบายของแบงก์ชาติแม้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและเสถียรภาพของเศรษฐกิจและไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถแก้ไขข้อจำกัดทางด้านการผลิตได้ จำเป็นต้องมีการสอดประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคจากภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและการเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในระยะสั้น ภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวและยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ส่วนในระยะยาวหนทางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงคือ การเตรียมความพร้อมของประเทศทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคน ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งด้านตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในมิติของSkill MismatchและProductivityที่เติบโตช้า ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้มีผลลดทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะภาครัฐในส่วนของผู้ดำเนินนโยบายและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่จะต้องสอดรับกัน มีการสอดประสานกันและมองเห็นเป้าหมายคือประโยชน์สูงสุดต่อประเทศร่วมกันระหว่างผู้ดำเนินนโยบาย ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะช่วยเพิ่ม
ศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ช่วยให้ไทยพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม
ท้ายที่สุด จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และความกินดีอยู่ดีของคนไทยได้อย่างมั่นคงไปในคราวเดียวกัน
บทความชิ้นนี้ถอดความจากการที่นายประสารพูดในงานครบรอบ 75 ปีแห่งการก่อตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา







