
ดีเดย์ 4 ส.ค. วัดกระแสลุยนิรโทษ
เริ่มต้นนับถอยหลังสู่โค้งอันตราย!!! เมื่อรัฐบาลประกาศยืนยันจุดยืนเดินหน้าลุยร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เริ่มต้นนับถอยหลังสู่โค้งอันตราย!!!
เมื่อรัฐบาลประกาศยืนยันจุดยืนเดินหน้าลุยร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ฉบับของ วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ตามกำหนดการเดิมวันที่ 7 ส.ค.นี้
พร้อมเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ออกแถลงการณ์ร่วมขับเคลื่อนกฎหมายร้อนฉบับนี้ ด้วยหลักการที่จะนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายทุกสีอย่างเท่าเทียม ไม่รวมถึงผู้สั่งการ แกนนำ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยปูทางสู่ความปรองดองของประเทศ
ขัดแย้งกับอีกหลายเสียงที่มองว่ากฎหมายนี้จะเป็นชนวนความขัดแย้งในสังคมมากกว่าการนำไปสู่ความปรองดอง เมื่อเบื้องหลังเบื้องลึกกฎหมายนี้ดูจะเปิดช่องปูทางล้างผิดไปถึงแกนนำหรือคนแดนไกลจนปลุกเร้าให้หลายกลุ่มตื่นตัวออกมาเตรียมคัดค้าน
ดีเดย์วันที่ 4 ส.ค.นี้ จึงถือเป็นดัชนีชี้วัดความร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ “กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ” ยืนยันนัดรวมตัวต่อต้านรัฐบาล แม้จะยังอุบสถานที่นัดหมาย สถานที่ชุมนุม ว่าจะเป็นที่ใด เวลาใด เพื่อป้องกันการสกัดกั้นจากฝ่ายรัฐ
ต้องยอมรับว่าห้วงเวลานี้ถือเป็นจุดสุ่มเสี่ยงสำคัญของรัฐบาล เมื่อแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลหลายกรณี ส่งสัญญาณผนึกกำลังรวมตัวคัดค้านเต็มรูปแบบ ด้วยการหยิบยกประเด็นการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาเป็นชนวนขับเคลื่อนขับไล่รัฐบาล
งานนี้จึงเหมือนกับ “กฐินสามัคคี” ที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล กลุ่มไม่เอาทักษิณ จะหลอมรวมผนึกกำลังใช้เวทีนี้แสดงออกถึงการรวมพลังเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาล
แม้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกตัวว่ายังบาดเจ็บกับศึกรอบที่แล้วจนแกนนำหลายคนมีคดีความติดตัว ทำให้ไม่อาจออกหน้าร่วมเป็นแกนนำเคลื่อนไหวรอบนี้ เพราะเกรงว่าจะผิดเงื่อนไขประกันตัว
แต่บรรดาเสื้อเหลืองที่แตกกระสานซ่านเซ็นไปเคลื่อนไหวในนามกลุ่มต่างๆ นั้น หลายกลุ่มประกาศเตรียมพร้อมที่จะออกมาร่วมเคลื่อนไหวในรอบนี้
ทั้งกลุ่มหน้ากากขาว For Friends กลุ่มหน้ากากหนุมาน กลุ่มไทยสปริง ไปจนถึงกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติเดิม ซึ่งส่งสัญญาณเตรียมพร้อมออกมาเคลื่อนไหว เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือร่วมต่อต้านขับไล่รัฐบาล
ยิ่งเวลานี้การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 3 เขต ระหว่างวันที่ 110 ส.ค. เชื่อว่าจะเป็นชนวนเรียกแขกให้ออกมาชุมนุมมากยิ่งขึ้น
รวมไปถึงการส่งสัญญาณเอาจริงเอาจังคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้งในและนอกสภาของ “ประชาธิปัตย์” โดยเฉพาะการปลุกเร้าผ่านเวที “เดินหน้าผ่าความจริง หยุดกฎหมายล้างผิดคิดล้มรัฐธรรมนูญ หยุดเงินกู้ผลาญชาติ หยุดอำนาจฉ้อฉล” ที่เตรียมปลุกกระแสลากยาวตั้งแต่วันที่ 36 ส.ค. ซึ่งล้วนแต่จะเร่งเชื้อให้มวลชนออกมาร่วมเคลื่อนไหว
เพราะจังหวะเวลานี้ วิเคราะห์แล้วเป็นห้วงเวลาที่สุกงอมที่จะเดินหน้าขย่มรัฐบาล เมื่อการบริหารงานเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มส่งกลิ่น ทั้งประเด็นความโปร่งใสและประสิทธิภาพ
การละเลยไม่ให้ความสนใจกับการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน หรือปัญหาที่ควรจะต้องแก้ไข แต่กลับไปให้น้ำหนักเดินหน้าออกกฎหมายล้างผิด
อย่างไรก็ตาม การระดมพลในวันที่ 4 ส.ค. ของกองทัพประชาชนฯ ซึ่งยังไม่ประกาศว่าจะชุมนุมที่จุดใดนั้น ประเมินกันว่าอาจจะเป็นเพียงแค่การหยั่งกระแสรอดูท่าทีมวลชนว่าจะจุดติดหรือไม่ หรือติดแล้วจะเลี้ยงกระแสลากยาวไปได้แค่ไหน
บทเรียนจากการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) รอบที่ผ่านมา เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ซึ่งต้องพับโครงการหยุดภารกิจไปแบบหัวคะมำ เมื่อเจอกระแสโจมตีเรื่องม็อบแช่แข็งประเทศจนฉุดให้การเคลื่อนไหวต่อไปได้ยาก
ว่ากันว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะประสบการณ์ของแกนนำเวลานั้น ที่ไม่อาจคุมทิศทางการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมาย ไม่ต่างจากเวลานี้ที่แม้จะเปลี่ยนหัวขบวนมาเป็น พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ แต่ก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจได้ว่าจะคุมศึกนี้ไปได้ไกลแค่ไหน
ยิ่งในจังหวะที่ประชาธิปัตย์ส่งสัญญาณลุยศึกภายในสภาให้เต็มที่จนถึงยกสุดท้าย วาระ 3 ก่อนจะมาเริ่มต้นศึกนอกสภา นั่นอาจทำให้แนวร่วมต่างๆ ยังไม่อยากเปลืองแรงออกมาเคลื่อนไหวแบบเต็มสูบ แต่สงวนท่าทีเก็บแรงไว้รอถึงวันที่ผ่านวาระ 3
ความเคลื่อนไหวในวันที่ 4 ส.ค.นี้ จึงอาจเป็นแค่เพียงการหยั่งกระแสวัดเรตติ้งครั้งสำคัญว่าจะมีแนวร่วมออกมาพร้อมเพรียงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากจุดกระแสติดก็อาจจะเดินหน้าลุยยาวไปถึงวันที่ 7 ส.ค. หรือพร้อมที่จะไปปรับยุทธศาสตร์แล้วนัดหมายกันใหม่ หากพลังมวลชนยังออกมาไม่พร้อมเพรียง
ยังไม่รวมกับความเคลื่อนไหวของฝั่งสนับสนุน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดรวมตัวกันวันที่ 3 ส.ค. ที่วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง เพื่อติดตามสถานการณ์ และประเมินผลออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้การเคลื่อนไหว ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มกองทัพประชาชนฯ
วันที่ 4 ส.ค.นี้ จึงถือเป็นก้าวแรกที่จะชี้ทิศทาง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และอาจสะท้อนต่อไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล







