posttoday
เศรษฐกิจไทย-ศก.โลกอนาคตประเทศไทย (1)

เศรษฐกิจไทย-ศก.โลกอนาคตประเทศไทย (1)

01 สิงหาคม 2556

ขณะนี้สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว และมีความไม่แน่นอนสูง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การเตรียมการรับมืออย่างรอบด้านจะเป็นหนทางที่ช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจได้ทางหนึ่ง

ขณะนี้สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว และมีความไม่แน่นอนสูง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การเตรียมการรับมืออย่างรอบด้านจะเป็นหนทางที่ช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจได้ทางหนึ่ง

ในระยะสั้น การติดตามภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด การคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย และหาวิธีลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญ

ขณะเดียวกัน เราจำเป็นต้องคำนึงถึงการวาดภาพไปในระยะยาวว่า หากต้องการที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง มีภูมิคุ้มกันตัวเองจากความผันผวนต่างๆ เราจะต้องทำอย่างไร หรือวางแนวนโยบายอย่างไรเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

ผมขอแบ่งหัวข้อออกเป็น 4 ส่วน คือ 1) การประเมินภาวะและแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

2) การสำรวจพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

3) หนทางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

และ 4) แนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

1.เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย : สภาวะในปัจจุบันและแนวโน้ม

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจและการเงินโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลายท่านคงจำได้ว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเราพูดถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่ม G3 ที่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียเติบโตได้ค่อนข้างดี การเติบโตของเศรษฐกิจที่แตกต่างกันนี้ มีส่วนทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยอย่างต่อเนื่อง และทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แม้ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่ม G3 ยังมีอยู่ แต่เราเริ่มเห็นตัวเลขภาคที่อยู่อาศัยและการจ้างงานของสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่าจะทยอยถอนมาตรการอัดฉีดปริมาณเงิน QE ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวดีขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจกลุ่มเอเชียเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอลงโดยเฉพาะจีน

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจข้างต้น ส่งผลให้บรรยากาศและความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลกมีความผันผวนค่อนข้างสูง กระแสเงินทุนกลับทิศทางและไหลออกจากภูมิภาคเอเชีย ซึ่งทำให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างรวดเร็ว จนเรียกได้ว่าเป็นคนละภาพกับที่เห็นในช่วงต้นปีนี้

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้การส่งออกสินค้าของไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่หลายฝ่ายรวมถึงที่แบงก์ชาติเคยคาดไว้ และเมื่อประกอบกับการใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอลงตามการบริโภคและการลงทุนที่พักฐานหลังจากเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า แบงก์ชาติจึงปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยลง โดยคาดว่าปีนี้จะขยายตัวจากปีก่อนประมาณ 4.2%

นอกจากนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ตามปกติจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี แต่ก็มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ จากการที่ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงปรับตัว

จากที่ผมได้กล่าวไว้ในช่วงแรกว่า ในระยะสั้นหากเราติดตามประเมินสถานการณ์และมีมาตรการเตรียมรับมือที่เหมาะสมและรอบด้านเพียงพอ ก็อาจจะช่วยให้เราสามารถลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนต่างๆ ได้

แต่สำหรับในระยะยาว ผมเชื่อว่าเราทุกคนคงมุ่งหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันตัวเองจากความไม่แน่นอนต่างๆ และยืนหยัดเติบโตได้อย่างมั่นคง

ดังนั้น ในช่วงต่อไป ผมขออนุญาตนำท่านย้อนอดีตไปสำรวจเศรษฐกิจของเราด้วยกันก่อน เพื่อดูว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตได้จากปัจจัยใด และ ณ วันนี้รวมถึงในอนาคต เราจะยังสามารถอาศัยจุดแข็งที่มีนั้นทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้หรือไม่ และอย่างไร

2.สำรวจประเทศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน : ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว “What Got You Here Won’t Get You There”

เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ผมจึงขอแบ่งช่วงการพัฒนาทางเศรษฐกิจตามการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ The Global Competitiveness Report ซึ่งพบว่าในช่วงเริ่มแรกนั้น ไทยก็คล้ายกับประเทศอื่นๆ ที่การเติบโตของเศรษฐกิจมีจุดเริ่มต้นจากการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศค่อนข้างมาก แต่ต่อมาด้วยความที่ไทยมีจุดเด่นทางด้านค่าจ้างแรงงานที่ถูก และเป็นแรงงานที่มีฝีมือดี ประกอบกับมีการเริ่มนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตบางส่วน จึงทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันไทยสามารถพัฒนาจากการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานและทรัพยากรในประเทศมาก มาเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการใช้แรงงานกับเทคโนโลยีบางส่วน

อย่างไรก็ดี เมื่อมองไปข้างหน้า ปัจจัยที่เคยช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจมาโดยตลอด อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงได้ในระยะยาว เนื่องจากเราไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่มากพอ จนใช้ได้ไม่มีวันหมด ขณะที่ค่าจ้างแรงงานเองก็เริ่มสูงขึ้น

ดังนั้น ทางออกของไทย คือ จะต้องเร่งพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งหมายถึงการผลิตสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ มีมูลค่าเพิ่มสูง และเป็นที่ต้องการในตลาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง

3.หนทางพัฒนาประเทศ : ผลักดันให้มีนโยบายเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อาจมีคำถามว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต้องทำอย่างไร?

สำหรับประเทศไทย ผมมองว่าทางการจะต้องเร่งผลักดันให้มีนโยบายที่สำคัญใน 4 ด้าน เพื่อสร้างความพร้อมของประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคน ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และด้านตลาดแรงงาน

ด้านแรก คือ การสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านที่สอง คือ การทำให้คนในประเทศมีพัฒนาการด้านสุขภาพและการศึกษาที่ดี

ด้านที่สาม คือ การสร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ด้านสุดท้าย คือ การทำให้ตลาดแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฉบับหน้าจะขอขยายความเพิ่มเติม n

บทความชิ้นนี้ถอดความจากการที่นายประสารพูดในงานครบรอบ 75 ปี แห่งการก่อตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 20.00-21.00 น. ของวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์