posttoday
วินาศกรรมสาธารณูปโภค เกมใต้ดินบีบรัฐบาล

วินาศกรรมสาธารณูปโภค เกมใต้ดินบีบรัฐบาล

22 เมษายน 2553

8...ทีมข่าวการเมือง

อีกปัญหา “รุมเร้า” รัฐบาล นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ที่ไม่อาจมองข้ามคือ “เกมใต้ดิน” กับเหตุระเบิดรายวัน ซึ่งนอกจากจะไม่ได้รับการสะสาง หรือหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้ ตรงกันข้ามกลับยังเกิดเหตุรุนแรงขึ้น ถี่ขึ้น

แน่นอนว่า การปล่อยให้เหตุระเบิดเกิดขึ้นแบบอุกอาจ โดยที่รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้ ยิ่งนานวัน ยิ่งมีแต่จะฉุดให้รัฐบาลต้องสิ้นสภาพความน่าเชื่อถือ ถึงขั้นอาจเป็น “ปัจจัย” สำคัญให้นายกฯ ต้องตัดสินใจยุบสภาได้มากกว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง

เมื่อการขับเคลื่อนมวลชนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ทอดเวลามานานนับเดือน จนทำให้เสื้อแดงบางส่วนอ่อนระโหยโรยแรง โดยเฉพาะช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ส่งผลต่อการขับเคลื่อนมวลชนที่ได้แต่รอปักหลักชุมนุมย่านราชประสงค์

ระหว่างนี้จึงเป็นการ “ดูเชิง” รอจังหวะเปิดฉากสลายการชุมนุมอีกรอบ ภายใต้กรอบ “เส้นตาย” ที่เหลือไม่ถึง 5 วัน ตามที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการบังคับใช้กฎหมายกับการชุมนุมที่มีคำวินิจฉัยว่าผิดกฎหมาย มิฉะนั้นจะออกมาจัดการด้วยตัวเอง

ในขณะที่ “รัฐบาล” ยังประคองตัวปักหลักตั้งรับการชุมนุมของเสื้อแดงอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) แม้จะเพลี่ยงพล้ำไปจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิต 25 คน บาดเจ็บอีกกว่า 800 คน

การต่อสู้ระหว่างฝั่งรัฐบาล และ นปช. ด้วยภาพเหตุการณ์ชุดเดียวกัน กับคำอธิบายที่แตกต่างกันเพื่อปัดความรับผิดชอบ โยนให้เป็นความรับผิดชอบของอีกฝ่าย จึงดำเนินต่อไปอย่างไม่สามารถหาข้อสรุปยุติที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย

ทว่า เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันขยับเป้าหมายยกระดับความรุนแรงและผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง อาจสามารถสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้มากกว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ถูกตีวงจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ควบคุมได้

ยังไม่รวมกับ “เสียงต้าน” ที่ออกมาแสดงตนให้กำลังใจรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง ซึ่งกลายเป็นน้ำเลี้ยงให้รัฐบาลมีข้ออ้างกับการอยู่ในหน้าที่ต่อไป

ต่างจากเหตุการณ์ระเบิดที่มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น “เป้าหมาย” และ “ความรุนแรง” ซึ่งนับวันมีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเพิ่มมากขึ้นในขณะที่รัฐบาลยังไม่สามารถจับมือใครดมได้

ไล่มาตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิด “ยุคแรก” ที่เริ่มพุ่งเป้าไปยัง “สัญลักษณ์” ทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล กระทรวงกลาโหม ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ บ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา ร.11 รอ. ห้องทำงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่กองทัพบก กระทรวงสาธารณสุข ในวันที่ใช้เป็นสถานที่ประชุม ครม.

ทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ดิสเครดิต” รัฐบาลในฐานะผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศที่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ได้อีก ตรงกันข้ามกลับเกิดเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ

แม้รัฐบาลจะ “ทุ่มเท” สรรพกำลังเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งการตั้งด่านตรวจสกัดเข้มข้นจาก 30 จุด ในช่วงแรกเป็น 368 จุด เพื่อรับมือกับเหตุระเบิด โดยเฉพาะบนทางด่วนทางยกระดับที่เชื่อว่าเป็นเป้าของการยิงระเบิดเอ็ม 79 จนเสียงระเบิดเริ่มเงียบไปสักพัก

ก่อน “เป้าระเบิด” จะเปลี่ยนจากสัญลักษณ์การเมืองมาเป็นแหล่งสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ขณะที่ประเภทระเบิดเริ่มเปลี่ยนชนิดจากเอ็ม 79 เป็นระเบิดซีโฟร์ ที่หวังผลความรุนแรงมากขึ้น

เห็นได้จากเหตุการณ์ระเบิดเสาส่งกระแสไฟฟ้า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กลางทุ่งนา อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่หากเกิดความเสียหายทั้งหมดตามที่ผู้ก่อการตั้งใจจะสร้างความเสียหายต่อการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ในภาคกลาง

แต่เนื่องจากระเบิดซีโฟร์ ที่ถูกจุดชนวนด้วยนาฬิกาปลุก ทำงานไม่ครบทุกลูกที่ต่อวงจรไว้ ทำให้เสาส่งกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ 3 เสาไม่ล้มลงอย่างที่มีการวางแผนที่ตั้งใจให้เกิดความเสียหายจากการไม่มีไฟฟ้าใช้ในพื้นที่ภาคกลาง

ตามมาด้วยเหตุปาระเบิดชนิดเอ็ม 67 เข้ามาบริเวณสถานีไฟฟ้าย่อยแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บริเวณนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ซึ่งใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ แต่ไม่ได้รับความเสียหายมาก

นำมาสู่การเฝ้าระวังการก่อวินาศกรรมสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้า ที่ กฟผ. ได้ประสานเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจเส้นทางเสาส่งไฟฟ้าเข้า กทม. ทั้งเส้น

ไปจนถึงการเพิ่มมาตรการระวังป้องกันแหล่งสาธารณูปโภคเหล่านี้อย่างเข้มงวด อาทิ โรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ และแนวส่งก๊าซธรรมชาติจาก จ.กาญจนบุรีราชบุรี ไปจนถึงการเฝ้าระวังการลอบวางระเบิดเขื่อน ทั้งเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ

ล่าสุดวานนี้ เกิดเหตุการณ์คนร้ายยิงระเบิดอาร์พีจี ใส่คลังน้ำมันของบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียม (แทปไลน์) อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งส่วนใหญ่ขนส่งต่อไปยังท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ โดยระเบิดได้ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ลุกท่วมนานเกือบชั่วโมงก่อนจะดับไฟได้

นับเป็นเหตุการณ์รุนแรงอีกครั้ง สำหรับเกมป่วนใต้ดินที่เคยเกิดขึ้น และโชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ทัน เรื่องนี้ทำให้กระทรวงพลังงานตั้งวอร์รูมยกระดับความปลอดภัยระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นคลังน้ำมัน ถังน้ำมัน โรงกลั่น โรงไฟฟ้า และสายส่งต่างๆ

ทว่า ประเมินแล้วเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมือง คงจะไม่หยุดลงแค่นี้ เมื่อสามารถสร้างแรงกดดันความปั่นป่วน ดิสเครดิตรัฐบาลได้อย่างที่ต้องการ ที่สำคัญยังไม่สามารถจับมือใครดมได้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด

ยิ่งท่ามกลางสภาวะที่บ้านเมืองไม่สามารถจะร่วมหาทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ได้ เหตุการณ์ปั่นป่วนที่กระทบไปถึงประชาชนวงกว้าง แต่รัฐบาลกลับทำอะไรไม่ได้ ยิ่งนานวันยิ่งมีแต่จะเป็นแรงบีบให้รัฐบาลอยู่บริหารประเทศต่อไปได้ลำบาก

น่าเป็นห่วง “เกมใต้ดิน” ต่อจากนี้ ที่เชื่อว่าจะรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบกับประชาชนมากขึ้น และทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น คงได้แต่ลุ้นให้ “รัฐบาล” สามารถแก้ไขปัญหา ก่อนจะเกิดความสูญเสียมากกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท