posttoday
ความมั่นคงของชาติ...ไม่ใช่เรื่อง'หมูๆ'

ความมั่นคงของชาติ...ไม่ใช่เรื่อง'หมูๆ'

22 เมษายน 2553

......พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์

หลังจากวิกฤตการณ์ “สงครามกลางเมือง” เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 คำที่คนไทยได้ยินจากปากผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงของชาติ คือ “คิดไม่ถึง” เช่นเดียวกับหลังเกิด “สงกรานต์เลือด” เมื่อปีก่อน

โดยธรรมชาติแล้ว งานด้านความมั่นคงเป็นการ “สู้” กับความคิดที่ “ลื่นไหล” ของคน ทำให้คาดเดาได้ยาก เพราะเขามีความพยายามในทุกรูปแบบที่จะทำให้บ้านเมืองของเราเกิดความ “ไม่มั่นคง” ผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงจึงต้องเป็น “นักคิด” ที่ลุ่มลึกอย่างที่เรียกว่านักยุทธศาสตร์ คือ คิดทั้งศาสตร์และศิลป์

ถ้าพูดกันง่ายๆ คือ ต้องเป็นคนที่มีความรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องศาสตร์การต่อสู้ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันจบ และมีประสบการณ์ในการอ่านสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องเพื่อใช้ความรู้นั้นอย่างมีปัญญา โดยมีศิลปะในการเลือกใช้ “คน” “วิธีการ” และ “จังหวะเวลา” ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ “จะ” เกิดขึ้นในอนาคต

ในอดีตมิติของความมั่นคงเป็นแต่เพียงการใช้กำลังทหารเข้ามายึดเอกราชอธิปไตยของชาติที่เห็นได้อย่างชัดเจน จึงไม่ค่อยยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ประกอบกับระบบข่าวกรองเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของข้าศึกทันสมัยมากขึ้น จนทำให้หลายคนชะล่าใจว่า งานด้านความมั่นคงเป็นเรื่องง่ายๆ หรือหมูๆ ที่ใครก็ทำได้

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันปัญหาความมั่นคงได้ขยายขอบเขตไปยัง “พลังอำนาจของชาติ” อื่นๆ ในทุกมิติ คือ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และพลังงาน ซึ่งมองเห็นได้ยากมากขึ้น ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า Nontraditional Threat

อย่างไรก็ดี ปรัชญาของงานความมั่นคงยังเหมือนเดิม คือ ต้องสร้าง “ความเหนือกว่า” (Superior) คู่ต่อสู้ในบริบทที่คาดว่าจะต้องต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีความรู้และ “ปัญญา” ที่เหนือกว่า จึงจะสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ในพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่จริงของเราให้เหนือกว่าคู่ต่อสู้ ทั้งในมิติของคน วิธีการ และการตัดสินใจเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับจังหวะเวลา เพื่อให้ได้รับ “ชัยชนะ” บ้านเมืองจึงจะอยู่รอดปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้จึงมีนักปราชญ์ในเรื่องความมั่นคง ได้สร้างหลักคิดทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “ตำราพิชัยสงคราม” ที่ระบุกลยุทธ์การศึกซึ่งประสบผลสำเร็จและไม่สำเร็จใน “เงื่อนไข” ต่างๆ ไว้ เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้คนรุ่นหลังศึกษา เช่น ตำราพิชัยสงครามของ “ซุนหวู่” หรือ“เง่าคี้” หรือ “เคาต์เซวิส” หรือ “นโปเลียน” และที่เขียนเป็นนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์เช่น สามก๊ก เป็นต้น

สำหรับเมืองไทยของเราก็มีตำราพิชัยสงครามเหมือนกัน คือ “ตำราพิไชยสงครามฉบับห้าเล่มสมุดไทย” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้พระราชทานให้จัดทำไว้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐมีความเชื่อว่า การมีกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าสามารถทำให้เกิดชัยชนะได้ในทุกบริบท จึงมีการเร่งการสร้างกำลังรบที่มีตัวตน (Tangible Factors) แต่เพียงอย่างเดียว และให้ความสนใจกับตำราพิชัยสงครามลดลง รวมทั้งไม่มุ่งเน้นการสร้างกำลังรบที่ไม่มีตัวตน (Intangible Factors) ที่อยู่ในตัว “คน” ซึ่งในหลักการเดิมมีความสำคัญมากกว่าอาวุธยุทโธปกรณ์

สิ่งนี้ทำให้การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในเรื่องการยุทธการสงครามของผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงหยุดชะงักลง และการสร้าง “จิตวิญญาณ” ให้กับทหารอาชีพก็ถูกละเลยด้วย จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรู้เท่าทันความคิดของคนที่เป็น “แม่ทัพ” ข้าศึกและศักดิ์สงครามของชาติด้อยลงไป

บทเรียนอันแสนเจ็บปวดของสหรัฐในการแพ้สงครามเวียดนาม ทำให้สหรัฐต้องหันกลับมาสนใจกับตำราพิชัยสงครามและเริ่มศึกษากันอย่างจริงจังในหลักสูตรเสนาธิการกิจและวิทยาลัยการทัพ เพื่อสร้างทหาร (มือ) อาชีพให้เป็นนักคิดที่รู้เท่าทัน “กลโกง” (Stratagems) ของข้าศึก และสามารถเลือกใช้ “คนและวิธีการ” ให้เหมาะสมกับบริบทของสงครามที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกวินาที

รวมทั้งสร้างนักการทหารรุ่นใหม่ให้เป็น “นักคิดเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Thinking) ที่คิดอย่างครบวงจรใน 3 มิติ คือ จุดปลายทาง (End) หนทางปฏิบัติ (Ways) และวิธีปฏิบัติ (Means)

นอกจากนั้น ยังเลิกการรบแบบ “สูตรสำเร็จ” ที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนมาเป็นการออกแบบการรบด้วยการสร้างจินตนาการความคิดของแม่ทัพข้าศึกที่คาดว่าจะใช้ และเตรียมกำลังรบให้สอดคล้องกับสถานการณ์นั้น รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการดำเนินการเพื่อเอาชนะข้าศึกอย่างประสานสอดคล้องกัน ซึ่งเรียกว่า “แผนการยุทธ์” (Campaign Plan) และเขียนเป็นเอกสารให้นักการทหารได้ศึกษา

ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า กฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรปี 2551 ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 16 อนุ 2 ว่า “จัดทำแผนดำเนินการตาม (1) เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ”

“แผนการดำเนินการ” นี้ จะต้องระบุขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อได้ชัยชนะทางยุทธศาสตร์ และแนวทางการตัดสินใจปฏิบัติต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากสมมติฐานหรือเงื่อนไขที่ระบุไว้ในแผน ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้มีความมั่นใจว่า การปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้จะ “สำเร็จ” ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ไม่ว่าข้าศึกจะปรับเปลี่ยนกระบวนยุทธ์ไปเป็นอย่างไรก็ตาม

ถ้าย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของทหารไทย จะพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยจะเห็นว่าในประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 ก็มีการกำหนดขั้นตอนดำเนินการที่ประสานสอดคล้องกัน ทั้งทัพบกทัพเรือ โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกตัวแม่ทัพ กำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ทำได้จริงตามขีดความสามารถ โดยให้นโยบายและวิธีการไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งมีแผนสำรองหากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ในขั้นแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการรุกรานของศัตรูได้

หรือในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยถูกรุกรานจากลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตก ด้วยพระปรีชาสามารถของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ที่ทรงวางยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังอำนาจของชาติทุกด้านตามขีดความสามารถและความเป็นไปได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและประสานสอดคล้องกันทำให้บ้านเมืองของเราได้รับชัยชนะ สามารถรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตกไปได้

สิ่งเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ของความสามารถ “คน” ในการบริหารงานความมั่นคงที่ยุ่งยาก ซับซ้อนและละเอียดอ่อน เพราะเกิดจากการกระทำของ “มันสมอง” อันชาญฉลาดของข้าศึกที่ไม่สามารถประมาทได้ จึงต้อง “สร้างคน”ในระบบความมั่นคงของชาติที่มีความสามารถสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายที่ชาญฉลาด และนักการทหารมืออาชีพที่มีความสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่าง “พลิกพลิ้ว” ตามสถานการณ์ที่ข้าศึกกำหนด

ในเรื่องการสร้างนักยุทธศาสตร์นี้ ท่าน พล.อ.ท.พระยาเฉลิมอากาศ บุพการีของกองทัพอากาศ ผู้เป็นเจ้ากรมอากาศยานคนแรกได้ให้แนวคิดไว้ว่า

“ทำทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านพ้นด้วยดี ก็ด้วย “การตกลงใจ” ที่ถูก และชัยชนะส่วนใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจ” ที่เด็ดขาด

เมื่อท่านจะทำอะไรอย่างหนึ่ง ก็จง

ทำเมื่อควรทำ

เสี่ยงเมื่อควรเสี่ยง

สู้เมื่อควรสู้

ฆ่าเมื่อควรฆ่า

ตายเมื่อควรตาย

อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย”

ปรัชญานี้สอนให้รู้ว่า ผู้นำในงานความมั่นคงต้อง “มือถึง” กล่าวคือ ต้องมี “ปัญญา” ในการเลือก “นโยบาย” ที่ถูกต้องเหมาะสมกับขีดความสามารถของเราและหนทางปฏิบัติของข้าศึก และ “ใจถึง” กล่าวคือ ต้อง “กล้า” ตัดสินใจ “ทำในสิ่งที่ควรทำ” ได้อย่างพลิกพลิ้ว ถึงแม้ว่าบางขณะอาจต้องเสี่ยงก็ตาม เพราะสถานการณ์ความมั่นคงไม่มีอะไรที่เป็นไปตามที่คาดไว้ทุกประการ และต้องกล้าต่อสู้ แม้ว่าจะต้องฆ่าหรือถูกฆ่าก็ตาม โดย “อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชายชาติทหาร”

แนวคิดของท่านพระยาเฉลิมอากาศอาจเป็นคำตอบของปัญหา “ผู้นำในระบบความมั่นคงของชาติ” ที่มีความอ่อนด้อยจนทำให้ภารกิจล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี โดยผู้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ที่หมายถึง นักการเมืองในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และข้าราชการประจำในฐานะผู้ปฏิบัติ ตลอดจนนักธุรกิจในฐานะผู้ร่วมสร้างความมั่นคงของชาติ ต้องสนใจในความรู้เกี่ยวกับการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีการสอนกันในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและสถาบันพระปกเกล้า ให้มากขึ้น

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่นักการเมืองระดับที่จะเป็นรัฐมนตรียังไม่ค่อยสนใจเข้าศึกษาเล่าเรียนในสองสถาบันดังกล่าว เพื่อแสวงหาองค์ความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารประเทศชาติกันอย่างจริงจัง

นอกจากนั้น เมื่อเข้าเรียนกันจริงๆ ผู้เข้าเรียนต้องการเพียงเข้ามาสร้างเครือข่ายมากกว่าการแสวงหาองค์ความรู้ให้กับตนเองอย่างจริงจัง และสถานศึกษาเองก็ไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในสาระที่ต้องศึกษาได้ จึงทำให้การบริหารงานกิจการด้านความมั่นคงของชาติเรา “อ่อนด้อย” อย่างที่เห็น

บทเรียนจากวิกฤตการณ์วันที่ 10 เม.ย.และผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์นี้ คงจะช่วยให้เกิดความตื่นตัวกับการพัฒนางานและบุคลากรด้านความมั่นคงของชาติให้ “มือถึง” และ “ใจถึง” อย่างจริงจัง

และคงตระหนักว่า ความมั่นคงของชาติไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือ “หมูๆ” ที่ใครๆ ก็ทำได้อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท