
ความมั่นคงของชาติ...ไม่ใช่เรื่อง'หมูๆ'
......พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
หลังจากวิกฤตการณ์
“สงครามกลางเมือง” เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 คำที่คนไทยได้ยินจากปากผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงของชาติ คือ “คิดไม่ถึง” เช่นเดียวกับหลังเกิด “สงกรานต์เลือด” เมื่อปีก่อนโดยธรรมชาติแล้ว งานด้านความมั่นคงเป็นการ
“สู้” กับความคิดที่ “ลื่นไหล” ของคน ทำให้คาดเดาได้ยาก เพราะเขามีความพยายามในทุกรูปแบบที่จะทำให้บ้านเมืองของเราเกิดความ “ไม่มั่นคง” ผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงจึงต้องเป็น “นักคิด” ที่ลุ่มลึกอย่างที่เรียกว่านักยุทธศาสตร์ คือ คิดทั้งศาสตร์และศิลป์ถ้าพูดกันง่ายๆ คือ ต้องเป็นคนที่มีความรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องศาสตร์การต่อสู้ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันจบ และมีประสบการณ์ในการอ่านสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องเพื่อใช้ความรู้นั้นอย่างมีปัญญา โดยมีศิลปะในการเลือกใช้
“คน” “วิธีการ” และ “จังหวะเวลา” ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ “จะ” เกิดขึ้นในอนาคตในอดีตมิติของความมั่นคงเป็นแต่เพียงการใช้กำลังทหารเข้ามายึดเอกราชอธิปไตยของชาติที่เห็นได้อย่างชัดเจน จึงไม่ค่อยยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ประกอบกับระบบข่าวกรองเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของข้าศึกทันสมัยมากขึ้น จนทำให้หลายคนชะล่าใจว่า งานด้านความมั่นคงเป็นเรื่องง่ายๆ หรือหมูๆ ที่ใครก็ทำได้
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันปัญหาความมั่นคงได้ขยายขอบเขตไปยัง
“พลังอำนาจของชาติ” อื่นๆ ในทุกมิติ คือ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และพลังงาน ซึ่งมองเห็นได้ยากมากขึ้น ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า Nontraditional Threatอย่างไรก็ดี ปรัชญาของงานความมั่นคงยังเหมือนเดิม คือ ต้องสร้าง
“ความเหนือกว่า” (Superior) คู่ต่อสู้ในบริบทที่คาดว่าจะต้องต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีความรู้และ “ปัญญา” ที่เหนือกว่า จึงจะสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ในพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่จริงของเราให้เหนือกว่าคู่ต่อสู้ ทั้งในมิติของคน วิธีการ และการตัดสินใจเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับจังหวะเวลา เพื่อให้ได้รับ “ชัยชนะ” บ้านเมืองจึงจะอยู่รอดปลอดภัยด้วยเหตุนี้จึงมีนักปราชญ์ในเรื่องความมั่นคง ได้สร้างหลักคิดทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า
“ตำราพิชัยสงคราม” ที่ระบุกลยุทธ์การศึกซึ่งประสบผลสำเร็จและไม่สำเร็จใน “เงื่อนไข” ต่างๆ ไว้ เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้คนรุ่นหลังศึกษา เช่น ตำราพิชัยสงครามของ “ซุนหวู่” หรือ“เง่าคี้” หรือ “เคาต์เซวิส” หรือ “นโปเลียน” และที่เขียนเป็นนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์เช่น สามก๊ก เป็นต้นสำหรับเมืองไทยของเราก็มีตำราพิชัยสงครามเหมือนกัน คือ
“ตำราพิไชยสงครามฉบับห้าเล่มสมุดไทย” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้พระราชทานให้จัดทำไว้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐมีความเชื่อว่า การมีกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าสามารถทำให้เกิดชัยชนะได้ในทุกบริบท จึงมีการเร่งการสร้างกำลังรบที่มีตัวตน (Tangible Factors) แต่เพียงอย่างเดียว และให้ความสนใจกับตำราพิชัยสงครามลดลง รวมทั้งไม่มุ่งเน้นการสร้างกำลังรบที่ไม่มีตัวตน (Intangible Factors) ที่อยู่ในตัว
“คน” ซึ่งในหลักการเดิมมีความสำคัญมากกว่าอาวุธยุทโธปกรณ์สิ่งนี้ทำให้การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในเรื่องการยุทธการสงครามของผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงหยุดชะงักลง และการสร้าง
“จิตวิญญาณ” ให้กับทหารอาชีพก็ถูกละเลยด้วย จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพในการรู้เท่าทันความคิดของคนที่เป็น “แม่ทัพ” ข้าศึกและศักดิ์สงครามของชาติด้อยลงไปบทเรียนอันแสนเจ็บปวดของสหรัฐในการแพ้สงครามเวียดนาม ทำให้สหรัฐต้องหันกลับมาสนใจกับตำราพิชัยสงครามและเริ่มศึกษากันอย่างจริงจังในหลักสูตรเสนาธิการกิจและวิทยาลัยการทัพ เพื่อสร้างทหาร (มือ) อาชีพให้เป็นนักคิดที่รู้เท่าทัน
“กลโกง” (Stratagems) ของข้าศึก และสามารถเลือกใช้ “คนและวิธีการ” ให้เหมาะสมกับบริบทของสงครามที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกวินาทีรวมทั้งสร้างนักการทหารรุ่นใหม่ให้เป็น
“นักคิดเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Thinking) ที่คิดอย่างครบวงจรใน 3 มิติ คือ จุดปลายทาง (End) หนทางปฏิบัติ (Ways) และวิธีปฏิบัติ (Means)นอกจากนั้น ยังเลิกการรบแบบ
“สูตรสำเร็จ” ที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนมาเป็นการออกแบบการรบด้วยการสร้างจินตนาการความคิดของแม่ทัพข้าศึกที่คาดว่าจะใช้ และเตรียมกำลังรบให้สอดคล้องกับสถานการณ์นั้น รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการดำเนินการเพื่อเอาชนะข้าศึกอย่างประสานสอดคล้องกัน ซึ่งเรียกว่า “แผนการยุทธ์” (Campaign Plan) และเขียนเป็นเอกสารให้นักการทหารได้ศึกษาถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า กฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรปี 2551 ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 16 อนุ 2 ว่า
“จัดทำแผนดำเนินการตาม (1) เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ”“
แผนการดำเนินการ” นี้ จะต้องระบุขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อได้ชัยชนะทางยุทธศาสตร์ และแนวทางการตัดสินใจปฏิบัติต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากสมมติฐานหรือเงื่อนไขที่ระบุไว้ในแผน ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้มีความมั่นใจว่า การปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้จะ “สำเร็จ” ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ไม่ว่าข้าศึกจะปรับเปลี่ยนกระบวนยุทธ์ไปเป็นอย่างไรก็ตามถ้าย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของทหารไทย จะพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยจะเห็นว่าในประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 ก็มีการกำหนดขั้นตอนดำเนินการที่ประสานสอดคล้องกัน ทั้งทัพบกทัพเรือ โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกตัวแม่ทัพ กำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ทำได้จริงตามขีดความสามารถ โดยให้นโยบายและวิธีการไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งมีแผนสำรองหากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ในขั้นแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการรุกรานของศัตรูได้
หรือในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยถูกรุกรานจากลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตก ด้วยพระปรีชาสามารถของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ที่ทรงวางยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังอำนาจของชาติทุกด้านตามขีดความสามารถและความเป็นไปได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและประสานสอดคล้องกันทำให้บ้านเมืองของเราได้รับชัยชนะ สามารถรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตกไปได้
สิ่งเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ของความสามารถ
“คน” ในการบริหารงานความมั่นคงที่ยุ่งยาก ซับซ้อนและละเอียดอ่อน เพราะเกิดจากการกระทำของ “มันสมอง” อันชาญฉลาดของข้าศึกที่ไม่สามารถประมาทได้ จึงต้อง “สร้างคน”ในระบบความมั่นคงของชาติที่มีความสามารถสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายที่ชาญฉลาด และนักการทหารมืออาชีพที่มีความสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่าง “พลิกพลิ้ว” ตามสถานการณ์ที่ข้าศึกกำหนดในเรื่องการสร้างนักยุทธศาสตร์นี้ ท่าน พล.อ.ท.พระยาเฉลิมอากาศ บุพการีของกองทัพอากาศ ผู้เป็นเจ้ากรมอากาศยานคนแรกได้ให้แนวคิดไว้ว่า
“
ทำทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านพ้นด้วยดี ก็ด้วย “การตกลงใจ” ที่ถูก และชัยชนะส่วนใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจ” ที่เด็ดขาดเมื่อท่านจะทำอะไรอย่างหนึ่ง ก็จง
ทำเมื่อควรทำ
เสี่ยงเมื่อควรเสี่ยง
สู้เมื่อควรสู้
ฆ่าเมื่อควรฆ่า
ตายเมื่อควรตาย
อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย
”ปรัชญานี้สอนให้รู้ว่า ผู้นำในงานความมั่นคงต้อง
“มือถึง” กล่าวคือ ต้องมี “ปัญญา” ในการเลือก “นโยบาย” ที่ถูกต้องเหมาะสมกับขีดความสามารถของเราและหนทางปฏิบัติของข้าศึก และ “ใจถึง” กล่าวคือ ต้อง “กล้า” ตัดสินใจ “ทำในสิ่งที่ควรทำ” ได้อย่างพลิกพลิ้ว ถึงแม้ว่าบางขณะอาจต้องเสี่ยงก็ตาม เพราะสถานการณ์ความมั่นคงไม่มีอะไรที่เป็นไปตามที่คาดไว้ทุกประการ และต้องกล้าต่อสู้ แม้ว่าจะต้องฆ่าหรือถูกฆ่าก็ตาม โดย “อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชายชาติทหาร”แนวคิดของท่านพระยาเฉลิมอากาศอาจเป็นคำตอบของปัญหา
“ผู้นำในระบบความมั่นคงของชาติ” ที่มีความอ่อนด้อยจนทำให้ภารกิจล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี โดยผู้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ที่หมายถึง นักการเมืองในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และข้าราชการประจำในฐานะผู้ปฏิบัติ ตลอดจนนักธุรกิจในฐานะผู้ร่วมสร้างความมั่นคงของชาติ ต้องสนใจในความรู้เกี่ยวกับการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีการสอนกันในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและสถาบันพระปกเกล้า ให้มากขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่นักการเมืองระดับที่จะเป็นรัฐมนตรียังไม่ค่อยสนใจเข้าศึกษาเล่าเรียนในสองสถาบันดังกล่าว เพื่อแสวงหาองค์ความรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารประเทศชาติกันอย่างจริงจัง
นอกจากนั้น เมื่อเข้าเรียนกันจริงๆ ผู้เข้าเรียนต้องการเพียงเข้ามาสร้างเครือข่ายมากกว่าการแสวงหาองค์ความรู้ให้กับตนเองอย่างจริงจัง และสถานศึกษาเองก็ไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในสาระที่ต้องศึกษาได้ จึงทำให้การบริหารงานกิจการด้านความมั่นคงของชาติเรา
“อ่อนด้อย” อย่างที่เห็นบทเรียนจากวิกฤตการณ์วันที่ 10 เม.ย.และผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์นี้ คงจะช่วยให้เกิดความตื่นตัวกับการพัฒนางานและบุคลากรด้านความมั่นคงของชาติให้
“มือถึง” และ “ใจถึง” อย่างจริงจังและคงตระหนักว่า ความมั่นคงของชาติไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือ
“หมูๆ” ที่ใครๆ ก็ทำได้อีกต่อไป






