
ภาพดาวเทียมเผยคราบน้ำมันมีขนาดลดลง
สทอภ.เผยภาพดาวเทียมคราบน้ำมันกลางทะเล 31 ก.ค. พบมีขนาดลดลงเล็กน้อย ห่วงสารเคมีในน้ำมันสะสมในสัตว์ทะเล
สทอภ.เผยภาพดาวเทียมคราบน้ำมันกลางทะเล 31 ก.ค. พบมีขนาดลดลงเล็กน้อย ห่วงสารเคมีในน้ำมันสะสมในสัตว์ทะเล
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ได้เผยแพร่ความคืบหน้าสถานการณ์ของคราบน้ำมันที่รั่วไหลในทะเล จังหวัดระยอง ในวันที่ 31 ก.ค.จากภาพถ่ายดาวเทียมและสถานีเรดาร์เพื่อการตรวจวัดคลื่นและกระแสน้ำชายฝั่ง โดยระบุว่า
ภาพจากดาวเทียมระบบเรดาร์ COSMO-SkyMed-2 เมื่อเวลา 06.09 น. ของวันที่ 31 ก.ค.แสดงให้เห็นอาณาบริเวณของคราบน้ำมันที่เป็นฟิล์มบางๆ ที่ยังมีอยู่ทางด้านเหนือของเกาะเสม็ด ซึ่งมีขนาดลดลงจากเมื่อวานนี้เล็กน้อย (ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร) และมีการกระจายตัวของฟิล์มน้ำมันบางส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะเสม็ด โดยฟิล์มน้ำมันเหล่านี้น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากมวลน้ำมันที่สะสมบริเวณด้านเหนือของอ่าวเสม็ด ซึ่งควรจะมีการสำรวจภาคพื้นดินอย่างละเอียดและขจัดออกด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อลดปริมาณต้นกำเนิดของคราบน้ำมัน มิฉะนั้นก็จะยังมีการแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายวันหรือสัปดาห์
ถึงแม้ว่าคราบน้ำมันที่เป็นฟิล์มบางๆ นี้อาจจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเฉียบพลัน แต่สารเคมีบางชนิด เช่น สารอินทรีย์ในกลุ่มอะโรมาติคและโลหะบางชนิดที่มีในน้ำมันดิบอาจจะสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดตามห่วงโซ่อาหารในทะเลสู่ผู้บริโภคขั้นสูงได้ รวมทั้งองค์ประกอบที่สลายตัวได้ยากจะรวมตัวและสะสมเป็นก้อนน้ำมันดิน (Tar Ball) ตามชายหาดต่างๆ ในระยะยาว ดังนั้นจึงควรมีการกำหนดแผนการป้องกันและติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทางทะเลในบริเวณนี้ในระยะยาวต่อไป
อนึ่งการใช้ดาวเทียมระบบเรดาร์ตรวจวัดคราบน้ำมันนั้นเป็นการวัดความราบเรียบของผิวหน้าทะเลอันเนื่องมาจากแรงตึงผิวที่ลดลงของน้ำทะเลเนื่องมาจากฟิล์มน้ำมัน ดังนั้นแม้จะเป็นเพียงฟิล์มบางๆ ดาวเทียมก็สามารถตรวจวัดได้ ในขณะที่การสังเกตด้วยตาเปล่าอาจจะมองเห็นไม่ชัดเจนก็ได้
ด้าน นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมที่ติดตามการเคลื่อนที่ของฟิล์มน้ำมันในวันที่ 31 ก.ค. พบว่าคราบฟิล์มน้ำมันรอบเกาะเสม็ดลดเหลือประมาณ 9 ตารางกิโลเมตร จากเดิมเมื่อวันที่ 30 ก.ค.มีขนาดประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร และกำลังเคลื่อนที่ไปทางตะวันออก ซึ่งทิศทางการเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับสภาพน้ำ หากน้ำขึ้นเบนหน้าพุ่งหาฝั่ง แต่ถ้าน้ำลงก็จะเคลื่อนไปด้านตะวันออก ผ่านเกาะกุฎี และเกาะขาม มีระยะความยาวประมาณ 10 กิโลเมตร
จุดประสงค์ของการใช้ดาวเทียมติดตามการเคลื่อนที่ของฟิล์มน้ำมันเพื่อที่จะตามหาว่านอกเหนือจากคราบน้ำมันที่กระจายไปยังหาดพร้าวแล้วยังมีอยู่ที่ไหนอีกบ้าง ซึ่งจากการติดตามพบว่าจุดกำเนิดมาจากคราบน้ำมันที่อยู่บริเวณทางเหนือของเกาะเสม็ด มีขนาดกว้างประมาณ 3 กิโลเมตร ยาวประมาณ 6 กิโลเมตร อีกจุดหนึ่งที่ยังมีคราบน้ำมันคือ บริเวณแถบที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด มีขนาดกว้าง-ยาวประมาณ 2 กิโลเมตร โดยพื้นที่ทางด้านเหนือหรือบริเวณหัวเกาะเสม็ดนั้น จะเป็นโขดหิน การเข้าไปจัดการค่อนข้างทำยาก แต่ได้แจ้งทาง ปตท.ไปแล้ว
นายอานนท์กล่าวว่า คราบฟิล์มน้ำมันจะบางมาก หากคิดเป็นปริมาณน้ำมัน 1 ตารางกิโลเมตร ที่ฟิล์มแผ่ออกมานั้นจะเท่ากับปริมาณน้ำมันประมาณ 10 กิโลกรัม เท่านั้น ซึ่งฟิล์มดังกล่าวนี้จะมีบางส่วนที่ย่อยสลายไปเอง แต่ก็คาดว่าน่าจะมีบางส่วนที่หลงเหลือตกค้างอยู่ ซึ่งในที่สุดแล้วบางส่วนที่ไม่ได้ย่อยสลายจะลอยเข้าไปติดอยู่กับหิน ดิน ทราย บนฝั่ง และจะกลายเป็นน้ำมันดิน หรือทาร์ เกาะติดกับเม็ดทราย และโขดหิน ซึ่งต้องจัดการกำจัดตามความเหมาะสม แต่ฟิล์มน้ำมันจะไม่รุนแรงเหมือนกับคราบน้ำมัน







