
อยู่กับนโยบายประชานิยมอย่างไรประเทศไทยจึงจะไม่ล่มจม(ตอนจบ)
บทความในตอนที่ 1 ได้พูดถึงกับดักที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ คงจะหนีไม่พ้นกับดักนโยบายประชานิยม และมีความน่ากลัวกว่านโยบายประชานิยมเมื่อห้าปีที่แล้วมาก เพราะมีหลายนโยบายยังเป็นนโยบายปลายเปิดที่รัฐบาลไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง
บทความในตอนที่ 1 ได้พูดถึงกับดักที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ คงจะหนีไม่พ้นกับดักนโยบายประชานิยม และมีความน่ากลัวกว่านโยบายประชานิยมเมื่อห้าปีที่แล้วมาก เพราะมีหลายนโยบายยังเป็นนโยบายปลายเปิดที่รัฐบาลไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ นโยบายมีลักษณะไร้ความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ได้หันมาใช้เงินของธุรกิจเอกชน หรือสร้างความเบี่ยงเบนที่ทำลายความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ถ้าเราติดกับดักมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าธุรกิจจะถูกบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันไปเรื่อยๆ ธุรกิจที่มีกำลังและศักยภาพสูงจะหันไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยจะลดลง ฐานภาษีของรัฐบาลก็จะแคบลง จนอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ในระยะยาว
ทุกคนรับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ประเทศไทยคงไม่สามารถหลุดออกจากกับดักประชานิยมได้เร็วในช่วงข้างหน้านี้ ดังนั้นโจทย์ใหญ่มาก คือ เราจะอยู่กับนโยบายประชานิยมอย่างไร ประเทศไทยจึงจะไม่ล่มจม ผมคิดว่ามีแนวคิดอย่างน้อย 3 เรื่อง ที่เราควรร่วมกันคิดต่อ และหาทางทำให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ
แนวคิดแรก จะต้องส่งเสริมให้การสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอกชนเป็นส่วนใหญ่ของการดำเนินนโยบายประชานิยม สองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องแยกจากกัน
หลายประเทศที่เคยประสบปัญหางบประมาณด้านสวัสดิการบานปลาย ได้หันมากำหนดเพดานเงินอุดหนุนเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจน ภาครัฐเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย กำหนดหลักเกณฑ์ของการให้บริการ และประเมินคุณภาพการให้บริการ โดยให้ธุรกิจเอกชนแข่งขันกันให้บริการแทนหน่วยงานรัฐ และให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้รับบริการสามารถเลือกที่จะใช้บริการจากผู้ประกอบการรายต่างๆ ได้ตามคุณภาพ ประสิทธิภาพและราคาแนวทางนี้เรียกกันว่าเป็นแนวทาง Choice and Competition ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ในโลก เราเคยใช้มาแล้วในประเทศไทย ตัวอย่างที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันก็คือ การที่โรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมเป็นสถานพยาบาลในระบบประกันสังคม
คงจะดียิ่งถ้าทุกพรรคการเมืองแข่งกันหาทางประยุกต์แนวคิดเรื่อง Choice and Competition เข้ากับการทำนโยบายประชานิยม ให้ธุรกิจเอกชนแข่งขันกันให้บริการภายใต้กรอบกติกาและเกณฑ์ด้านคุณภาพที่รัฐบาลกำหนด และให้ประชาชนเลือกได้ว่าจะใช้บริการจากรายใด แทนที่จะใช้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการเอง
บทความตอนนี้ เราควรร่วมกันคิดต่อ และหาทางทำให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ แนวคิดที่สอง เราต้องเพิ่มความเข้มข้นของระบบวินัยการคลังและกระบวนการงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองแข่งขันกันเกทับนำเสนอนโยบายประชานิยมแบบไร้ความรับผิดชอบ การกำหนดหลักเกณฑ์ด้านวินัยการคลังให้รัดกุมแบบแก้ไขได้ยาก และหาช่องทางหลีกเลี่ยงได้ยากเป็นเรื่องจำเป็นมาก ผมเชื่อว่าไม่มีใครต้องการขัดขวางโครงการลงทุนเพื่อบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่หลายคนไม่สบายใจที่รัฐบาลเลี่ยงกระบวนการงบประมาณด้วยการออกกฎหมายใหม่ ถ้าเรามีกฎหมายว่าด้วยเรื่องวินัยการคลังที่รัดกุมกว่านี้ (เช่น เขียนหลักเกณฑ์ที่สำคัญไว้ในรัฐธรรมนูญ) แล้ว รัฐบาลต้องหันมาให้ความสำคัญกับการคิดวิธีลดรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (จนถึงประมาณร้อยละ 80 ของงบประมาณประจำปี) ต้องเลือกลงทุนเฉพาะโครงการที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความคุ้มทุนอย่างชัดเจน และต้องคิดถึงวิธีหาเงินมาสนับสนุนโครงการลงทุนเหล่านี้ในลักษณะที่ไม่เป็นภาระแก่งบประมาณมาก (เช่น การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน การจัดทำกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน) แทนที่จะใช้วิธีทางลัดออกกฎหมายใหม่มาเลี่ยงกรอบกติกาที่มีไว้แต่เดิม
ในระดับโครงการก็เช่นกัน คงจะดีถ้าเรามีกฎหมายที่กำหนดให้ทุกโครงการ (ประชานิยม) ของรัฐบาล ต้องแสดงประมาณการความเสียหายที่จะเกิดขึ้นไว้ชัดเจนเมื่อขออนุมัติโครงการ ต้องรายงานผลความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตลอดช่วงเวลาของโครงการ กำหนดระยะเวลาของการดำเนินโครงการไว้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโครงการที่สร้างภาระผูกพันแบบปลายเปิดขึ้น ส่วนโครงการลงทุนต้องเปิดเผยข้อมูลวิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการอย่างโปร่งใสชัดเจนเช่นกัน
ถ้ามีหลักเกณฑ์ด้านวินัยการคลังที่รัดกุมและชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งบังคับให้รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสตลอดโครงการ รัฐบาลจะบริหารโครงการต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย และมีหลักเกณฑ์ที่จะใช้อ้างกับผู้เสียประโยชน์กลุ่มต่างๆ ได้ ถ้าจะต้องเลิกบางโครงการหรือปรับลดผลประโยชน์บางอย่างลง ไม่ต้องกลับไปกลับมาตามแรงกดดันของกลุ่มผู้เสียประโยชน์ เหมือนกับกรณีตั้งราคารับจำนำข้าวฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น
แนวคิดที่สาม เราต้องให้ความสำคัญกับการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพของข้าราชการ ระบบราชการ และรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง เราไม่ได้ยินเรื่องการปฏิรูประบบราชการ และการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจมานานมากแล้ว เมื่อเราติดกับดับประชานิยม และหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจจะต้องเป็นกลไกสำคัญของการนำนโยบายประชานิยมไปปฏิบัติ โจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรที่การทำงานของหน่วยงานภาครัฐจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อลดงบประมาณรายจ่ายประจำของรัฐบาล และลดต้นทุนการทำธุรกิจของภาคเอกชน ทำอย่างไรที่ระบบราชการจะรักษาข้าราชการที่เก่งและตรง ให้คงความเก่งและความตรงไว้ได้ในระยะยาว และมีโอกาสได้ทำงานเต็มฝีมือ ทำอย่างไรที่การคอร์รัปชั่นในระบบราชการจะลดลง ทำอย่างไรที่การทำงานของหน่วยงานราชการจะโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ และทำอย่างไรที่รัฐวิสาหกิจจะไม่เป็นภาระผูกพันให้แก่งบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว ไม่สร้างความบิดเบือนในอุตสาหกรรมที่ตนเกี่ยวข้อง และแข่งขันกับธุรกิจเอกชนอย่างเป็นธรรม
แม้ว่าทางออกจากกับดักประชานิยมที่ดีที่สุด คือ ต้องหาทางทำนโยบายไร้ความรับผิดชอบให้เป็นนโยบายที่ประชาชนไม่นิยม ด้วยการสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และให้ประชาชนตระหนักถึงค่าเสียโอกาส และผลเสียที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว แต่ถ้าเรายังหาทางออกจากกับดักนโยบายประชานิยมไม่ได้โดยเร็ว การปรับเปลี่ยนวิธีการนำนโยบายประชานิยมไปปฏิบัติ อาจจะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศไทยล่มจมได้ และไม่ทำให้ประชาชนผู้เสพติดประชานิยมรู้สึกว่าได้ผลประโยชน์น้อยลง ช่วยกันคิดนะครับว่ามีวิธีอื่นๆ อีกหรือไม่ และเราต้องทำอย่างไร ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองทั้งหลายจึงจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง







