posttoday
ห่วงโซ่การผลิตของโลกกับบริษัทข้ามชาติ

ห่วงโซ่การผลิตของโลกกับบริษัทข้ามชาติ

31 กรกฎาคม 2556

ผู้เขียนเคยเขียนไว้สั้นๆ มากในฉบับหนึ่งเกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิตของโลก (GVC – Global Value Chains) กับบริษัทข้ามชาติ แต่ไม่ได้อธิบายไว้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องค่อนข้างวิชาการ และต้องใช้พื้นที่มากหากจะอธิบายกันก็เลยข้ามไปก่อน วันนี้เลยขอหยิบมาพูดใหม่ เมื่อไปอ่านเจอในเอกสารของอังค์ถัด (UNCTAD – United Nations Conference on Trade and Development) ข้อมูลต่างๆ และข้อวิเคราะห์บางส่วนจึงมาจากเอกสารดังกล่าว และต้องถือโอกาสขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย ผู้เขียนหยิบมาเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นความรู้ที่ดี เพราะเราพูดกันมากถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แต่ไม่ได้พูดกันมากถึงบทบาทของบริษัทข้ามชาติ และนับวันประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราๆ ก็มีส่วนร่วมใน GVC มากขึ้นทุกที ตัวเลขของอังค์ถัดบอกว่า ในปี ค.ศ. 1990 มีอยู่ 30% และเพิ่มขึ้นเกินกว่า 40% ในปี 2000 แต่อย่างไรเสียก็จะพยายามเขียนสั้นๆ เข้าใจได้ง่าย และไม่วิชาการมากเกินไปจะได้ไม่เครียด

ผู้เขียนเคยเขียนไว้สั้นๆ มากในฉบับหนึ่งเกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิตของโลก (GVC – Global Value Chains) กับบริษัทข้ามชาติ แต่ไม่ได้อธิบายไว้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องค่อนข้างวิชาการ และต้องใช้พื้นที่มากหากจะอธิบายกันก็เลยข้ามไปก่อน วันนี้เลยขอหยิบมาพูดใหม่ เมื่อไปอ่านเจอในเอกสารของอังค์ถัด (UNCTAD – United Nations Conference on Trade and Development) ข้อมูลต่างๆ และข้อวิเคราะห์บางส่วนจึงมาจากเอกสารดังกล่าว และต้องถือโอกาสขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย ผู้เขียนหยิบมาเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นความรู้ที่ดี เพราะเราพูดกันมากถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แต่ไม่ได้พูดกันมากถึงบทบาทของบริษัทข้ามชาติ และนับวันประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราๆ ก็มีส่วนร่วมใน GVC มากขึ้นทุกที ตัวเลขของอังค์ถัดบอกว่า ในปี ค.ศ. 1990 มีอยู่ 30% และเพิ่มขึ้นเกินกว่า 40% ในปี 2000 แต่อย่างไรเสียก็จะพยายามเขียนสั้นๆ เข้าใจได้ง่าย และไม่วิชาการมากเกินไปจะได้ไม่เครียด

โดยก่อนอื่นก็คงต้องพูดให้ง่ายๆ เข้าไว้ว่า GVC – Global Value Chain ก็เป็นทำนองเดียวกับ Supply Chain เพียงแต่ Supply Chain อันนี้ไม่ได้อยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เกี่ยวโยงกันไปทั่วโลกหรือทั่วภูมิภาค อาจมีวัตถุดิบและการผลิตขั้นตอนแรกในประเทศหนึ่ง แล้วส่งไปผลิตขั้นตอนที่ 2 และที่ 3 ในอีกประเทศหนึ่ง และอีกประเทศหนึ่งต่อๆ กันไป กว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายสำหรับการบริโภค ประเทศ ก. อาจผลิตสินค้าขั้นต้นส่งไปขายประเทศ ข. ประเทศ ข. นำไปผลิตสินค้าขั้นกลางส่งไปขายประเทศ ค. เพื่อผลิตเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย ซึ่งที่จริงถ้าเป็นเรื่องของการค้าโดยทั่วไป เราก็เห็นเป็นเรื่องปกติกันมานานแล้ว แต่ถ้ามองในมุมของห่วงโซ่อาหาร เราก็เรียกว่า Global Value Chain ซึ่งเป็นอีกมุมมองหนึ่งทางวิชาการ ที่ทำให้งงกับชีวิตกันไป

แต่ก็ไม่ใช่ให้งงเล่นๆ เนื่องจากความซับซ้อนของการผลิต และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ประกอบกับสภาพที่เรียกว่าโลกไร้พรมแดนในปัจจุบัน รวมถึงบทบาทของการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ทำให้สินค้าในสมัยนี้ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมบางชนิดมีห่วงโซ่การผลิตที่ค่อนข้างยาว และข้ามไปได้หลายประเทศ เพราะกิจกรรมในการผลิตต่างๆ สามารถตัดแยกจากกันได้ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ เป็นต้น ยกตัวอย่างสิ่งทอที่มองเห็นได้ชัดๆ ก็มีตั้งแต่การผลิตเส้นด้าย ฟอกย้อม การทอ ฯลฯ ที่สามารถทำในประเทศต่างๆ กันแต่ละประเทศ ในแต่ละขั้นตอนได้ ที่จริงอังค์ถัดมองด้วยว่าไอ้เจ้า GVC นี่แหละที่ทำให้มีการคำนวณการค้าสินค้าและบริการของโลกมีการนับซ้ำ และทำให้มูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง การที่ปัจจุบันมีการค้าโลกอยู่ถึง 60% มูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น มีการนับซ้ำไปซ้ำมา แต่ผู้เขียนจะไม่แตะตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นวิชาการไปกันใหญ่ เนื่องจากที่ตั้งใจจะชี้ให้เห็นก็คือ บทบาทของบริษัทข้ามชาติต่อ GVC เท่านั้น

เนื่องจากบริษัทข้ามชาติเป็นหน่วยที่มีบทบาทในประเทศต่างๆ ทั้งด้านการลงทุน การผลิต และการขาย จึงเป็นตัวเชื่อมห่วงโซ่การผลิต หรือ GVC ต่างๆ เข้าด้วยกัน ตัวเลขของอังค์ถัดแสดงให้เห็นว่าบริษัทข้ามชาติมีการเชื่อมห่วงโซ่นี้เข้าด้วยกันถึง 80% ดังนั้นการตัดสินใจของบริษัทข้ามชาติว่าจะลงทุนอะไร ที่ไหน จึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดแบบแผน (Pattern) มูลค่าทางการค้าของ GVC เช่น การที่บริษัท โตโยต้า จะมาลงทุนผลิตชิ้นส่วนบางประเภทของรถยนต์ในไทย และผลิตชิ้นส่วนอีกประเภทของรถยนต์โตโยต้าในอินโดนีเซีย เป็นต้น ไทยอาจส่งออกไปผลิตต่อที่อินโดนีเซีย หรืออินโดนีเซียอาจส่งออกมาผลิตต่อที่ไทย ย่อมขึ้นกับการตัดสินใจในการลงทุนของบริษัท โตโยต้า

ดังนั้น หากผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกต้องมีการนำเข้ามาประกอบการผลิตมาก (Imported Content) และประเทศนั้นอยู่ในห่วงโซ่ขั้นต้นๆ ของ GVC มูลค่าเพิ่มที่ตกแก่ประเทศนั้นก็จะต่ำ ตรงกันข้าม ถ้าประเทศที่ผลิตอยู่ในห่วงโซ่ของ GVC ช่วงกลางๆ หรือค่อนไปทางปลาย และชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่นำเข้ามาประกอบการผลิตมีน้อยกว่าที่ใช้ในประเทศ มูลค่าเพิ่มที่ตกกับประเทศนั้นสูง และมีส่วนทำให้ผลผลิตรวม หรือ GDP (Gross Domestic Product) ในประเทศนั้นสูงขึ้นด้วย โดยทั่วไปแล้วประเทศที่ได้ประโยชน์จาก GVC จริงๆ จะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ถึง 2% (GDP Per Capita Growth Rate) และถึงแม้ว่าบริษัทข้ามชาติจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดการส่งออก ในกรณีของ GVC นี้ก็ยังมีข้อควรระวังว่า บริษัทลูกอาจทำ Transfer Pricing ได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศเจ้าบ้าน (Host Country)

รัฐบาลจึงควรพิจารณาให้ดีในส่วนที่เขาจะมาลงทุน โดยนำประเด็นของ GVC ทั้งข้อดีและข้อเสียมาประกอบการพิจารณาด้วย ดูว่าควรจะมีส่วนร่วมในห่วงโซ่ช่วงไหนของ GVC ไม่ใช่เพียงคิดว่าจะดึงการลงทุนเข้ามา หรือต้องการให้บริษัทที่มาลงทุนกับเราแล้ว ยังคงรักษาฐานการผลิตอยู่กับเราเพียงอย่างเดียว ยิ่งช่วงนี้การส่งออกก็ตกเอาๆ ครึ่งปีแรกส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 1% การใช้จ่ายภายในประเทศก็เริ่มจะซบเซาลง การตัดสินใจเลือกทางเลือกต่างๆ ทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ควรทำโดยรอบคอบ รู้จริง และฟังความเห็นจากนักวิชาการให้มาก อย่ามองประโยชน์ทางการเมือง และการแสดงให้เห็นเพียงภาพที่งดงามว่ามีการลงทุนทางตรง (FDI : Foreign Direct Investment) เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศยิ่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง