
แบงก์ชาติเหนื่อยเดาไม่ถูกเฟดเลิก/ไม่เลิกคิวอี
ธปท.ชี้คาดเดาคิวอีเฟดยาก ต้องติดตามถ้อยแถลงใกล้ชิด
ธปท.ชี้คาดเดาคิวอีเฟดยาก ต้องติดตามถ้อยแถลงใกล้ชิด
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีผลต่อตลาดการเงินไทยอย่างไร จะมีการคงหรือทยอยลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือไม่ เป็นเรื่องคาดเดายาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ หากดูข้อมูลสัปดาห์เทียบต่อสัปดาห์ บางสัปดาห์ก็ดี บางสัปดาห์ก็ไม่ดี เพราะตัวเลขการจ้างงานก็ไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า คงต้องให้ความสำคัญกับถ้อยคำการแถลงของเฟด ว่าน้ำหนักจะมีแนวโน้มไปอย่างไร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในขณะนี้ ยังผันผวนมาก ค่าเงินเป็นไปได้ทั้งแข็งและอ่อนค่า ขึ้นกับข้อมูลข่าวสารทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า หากการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีปัญหาทำไม่ได้ จะทำให้เศรษฐกิจโตได้ไม่ดี แต่การที่เศรษฐกิจโตได้น้อยก็ไม่ส่งผลกระทบกับสัดส่วนหนี้สาธารณะให้สูงขึ้น เพราะยังไม่มีการกู้เงิน และก็ไม่มีภาระต้องใช้ดอกเบี้ยเงินกู้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลหวังว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท คงไม่มีปัญหา เพื่อให้เศรษฐกิจโตอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากภาคการส่งออกเป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญ ในช่วงที่ผ่านมาได้ขยายตัวลดลงอย่างมาก ทำให้เศรษฐกิจต้องพึ่งพาการลงทุนภาครัฐ จากงบประมาณรายจ่าย พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ คาดว่าจะเสนอ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าสภาพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ในเร็วๆ นี้ หลังจากนั้นจะเสนอให้วุฒิสภาให้พิจารณาต่อไป ซึ่งอาจมีผู้ใช้สิทธิตามกฎหมายเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ต้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องยอมรับในสิทธิดังกล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังมั่นใจว่าการเสนอออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อกู้มาพัฒนาประเทศ ซึ่งได้มีการวางแผนและศึกษาโครงการมานานเพื่อให้เหมาะสมกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
สำหรับการลงทุน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะลงทุนภายใน 7 ปี จนถึงปี 2563 ซึ่งฐานะทางการคลังก็ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืน และสัดส่วนหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ไม่เกิน 50% ต่อจีดีพี
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่ได้เป็นการอนุมัติเช็คเปล่าและเอื้อให้มีการทุจริต เพราะมีเอกสารแนบท้ายรายละเอียดโครงการทั้งหมด โดยโครงการต้องผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและต้องผ่านการศึกษาความคุ้มค่า จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณทุกโครงการก่อนที่จะมีการก่อสร้างจริง โดยการกู้เงินทั้งหมดจะกู้เป็นเงินบาทซึ่งประเทศมีสภาพคล่องอยู่มาก เพราะปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีภาระต้องดูแลสภาพคล่องในระบบกว่า 2 ล้านล้านบาท







