
ถูกจดจำ
วิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศอียิปต์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการที่ครองอำนาจมานานมาเป็นระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ถูกทหารปฏิวัติอีก ทำให้นึกถึงว่าไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์ในประเทศไทยในสมัย 14 ต.ค. 2516 ซึ่งกว่าการเมืองจะมีเสถียรภาพได้ก็ต้องพัฒนากันอีกหลายปี และก็ได้แต่หวังว่าประเทศไทยจะพัฒนาและก้าวข้ามปัญหาการเมืองเหล่านี้ไปแล้ว และไม่ย้อนไปให้เกิดความวุ่นวายอีก
วิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศอียิปต์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการที่ครองอำนาจมานานมาเป็นระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ถูกทหารปฏิวัติอีก ทำให้นึกถึงว่าไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์ในประเทศไทยในสมัย 14 ต.ค. 2516 ซึ่งกว่าการเมืองจะมีเสถียรภาพได้ก็ต้องพัฒนากันอีกหลายปี และก็ได้แต่หวังว่าประเทศไทยจะพัฒนาและก้าวข้ามปัญหาการเมืองเหล่านี้ไปแล้ว และไม่ย้อนไปให้เกิดความวุ่นวายอีก
ความวุ่นวายทางการเมืองในอียิปต์ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นมาก ทั้งๆ ที่อียิปต์ไม่ได้เป็นผู้ผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ เพียงแต่อยู่ในตะวันออกกลางและเกรงกันว่าความวุ่นวายจะลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ไม่มั่นใจว่าเป็นความตั้งใจที่จะปั่นราคาน้ำมันเพื่อเก็งกำไรของกองทุนข้ามชาติระดับใหญ่หรือไม่ เพราะกองทุนพวกนี้มักจะหาเหตุปั่นราคาเพื่อทำกำไรเป็นอาชีพอยู่แล้ว พอจะปั่นราคาให้ขึ้นหรือให้ลงก็อ้างเหตุผลได้ทุกอย่าง
มีสื่อมวลชนหลายท่านมาสอบถามผู้เขียนว่า ในภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนเช่นนี้ รัฐบาลควรจะใช้กองทุนน้ำมันเข้าสนับสนุนราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์หรือไม่ เพราะปัจจุบันหลังจากที่ได้ยกเลิกการใช้น้ำมันเบนซิน 91 แล้ว น้ำมันเบนซินที่จำหน่ายก็จะเป็นแก๊สโซฮอล์เกือบทั้งหมด ยกเว้นเบนซิน 95 ที่ยังพอมีจำหน่ายอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนราคาดีเซลก็มีการยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่แล้ว และยังกำหนดราคาไม่ให้เกิน 30 บาท จึงอยากขอเรียนว่าการรักษาเสถียรภาพราคาของน้ำมันไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเร็วเกินไปหรือต่ำลงเร็วเกินไปในภาวะผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหน้าที่หลักของกองทุนน้ำมันอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันกองทุนน้ำมันถูกนำไปใช้ผิดประเภท โดยถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนราคาก๊าซ LPG ปีหนึ่งๆ เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งในเดือน ก.ย.นี้ กระทรวงพลังงานจะเริ่มขั้นตอนในการปรับราคาก๊าซ LPG ที่ใช้ในครัวเรือนให้สะท้อนต้นทุน แต่ยังคงช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันใช้เงินสนับสนุนราคาก๊าซ LPG ลดลง และนำเงินมาทำหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องไม่เข้าไปสนับสนุนราคาแก๊สโซฮอล์นานจนเกินไปจนทำให้กองทุนติดลบมาก โดยหวังว่าเหตุการณ์ในอียิปต์จะสงบโดยเร็ว และราคาน้ำมันในตลาดโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าในระยะยาวราคาน้ำมันไม่ลดลงก็อาจจะต้องทยอยปรับขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัว และเรื่องนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มการสำรองน้ำมันดิบในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงและแปลกใจกับข่าวที่ว่าการผลิตเอทานอลอาจจะไม่เพียงพอกับการใช้ผสมน้ำมันเป็นแก๊สโซฮอล์ถึงกับจะมีการลดส่วนผสม ซึ่งผู้เขียนต้องขอกระตุ้นไปที่กระทรวงพลังงานให้เร่งแก้ปัญหานี้โดยด่วน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะกำลังผลิตเอทานอลในประเทศน่าจะอยู่ที่วันละ 45 ล้านลิตรต่อวัน โดยปัจจุบันใช้อยู่วันละประมาณ 2.6 ล้านลิตร อีกทั้งแผนงานของรัฐบาลจะต้องสนับสนุนให้ใช้เอทานอลถึงวันละ 9 ล้านลิตร ในปี 2564
นอกจากน้ำมันแล้ว ราคาทองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ราคาทองคำมีแนวโน้มที่จะลดลงตลอด โดยมีการปล่อยข่าวว่าประเทศจีนจะมีการปรับเปลี่ยนการถือครองทุนสำรองของประเทศกระจายจากเงินดอลลาร์มาเพิ่มเป็นทองคำ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการยืนยันจากจีน ซึ่งหากเป็นจริงก็อาจจะทำให้ราคาทองคำมีเสถียรภาพและมีราคาเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็อาจจะเป็นการปั่นราคาของกองทุนขนาดใหญ่เพื่อทำกำไรก็เป็นได้อีกเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่คิดจะลงทุนจะต้องระมัดระวังและติดตามข่าวให้ดี
หันกลับมามองความผันผวนในเรื่องเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าออกประเทศไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ตอนนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มไม่แน่นอน ทำให้แนวโน้มเริ่มจะมีเงินทุนไหลเข้าอีกแล้ว ดังนั้นกระทรวงการคลังและ ธปท.จะต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้
โดยเฉพาะ ธปท. ที่ท่านประธาน ดร.วีรพงษ์ รามางกูร จะครบอายุในไม่ช้านี้ ท่านได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบอนุรักษนิยมของ ธปท. โดยท่านอยากเห็น ธปท.ปรับการดำเนินการให้ทันต่อเหตุการณ์ในการรับมือกับสภาวะการเงินของโลกที่ผันผวน แต่ดูเหมือนจะทำได้ไม่ง่ายนัก ในขณะที่ท่านผู้ว่าการ ธปท. ดร.ประสาร ที่จะครบเทอมในปีหน้านี้เช่นกัน และเหมือนกับผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ นายเบน เบอร์แนนคี ก็จะครบเทอมในเร็วๆ นี้ ซึ่งนายเบน เบอร์แนนคี ก็จะถูกจดจำได้เฉพาะเรื่อง QE เท่านั้น ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐในอดีตที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก ดังนั้น ท่านผู้ว่าฯประสารอยากจะถูกจดจำในเรื่องใดก็น่าจะได้เร่งดำเนินการก่อนที่จะครบวาระ และคงจะดีไม่น้อยหากว่าท่านจะถูกจดจำว่าเป็นผู้สามารถวางรากฐานสร้างระบบการเงินของไทยให้รองรับกับการผันผวนของการเงินโลกในทศวรรษนี้ได้
ดีกว่าที่จะถูกจำได้แค่ว่าแม้ค่าบาทจะแข็งที่ 27 บาทต่อดอลลาร์ ไทยก็ยังโตได้ 4% นี่ขนาดตอนนี้อยู่ที่ 30 บาทกว่า 4% ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่าเลย







