posttoday
ธรรมเทศนา... ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๖(ตอน ๕)

ธรรมเทศนา... ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๖(ตอน ๕)

30 กรกฎาคม 2556

จิตหนึ่งพุทโธ จะทำให้เกิดการรู้อย่างมีสติ ตื่นอย่างมีปัญญา เบิกบานอย่างรู้แจ้งในความจริงแห่งโลกนี้ว่า โลกนี้มีสามัญลักษณะเป็นอย่างนี้ คือไม่เที่ยง มีความทุกข์

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

จิตหนึ่งพุทโธ จะทำให้เกิดการรู้อย่างมีสติ ตื่นอย่างมีปัญญา เบิกบานอย่างรู้แจ้งในความจริงแห่งโลกนี้ว่า โลกนี้มีสามัญลักษณะเป็นอย่างนี้ คือไม่เที่ยง มีความทุกข์ เป็นเครื่องหมายแห่งความทุกข์ รื้อค้นแล้วว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวตน...

เรารวมรู้ลงตรงพุทโธ จนเป็นจิตหนึ่งพุทโธ แม้เพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง ก็จะเกิดความรู้ถูกต้องตรงตามพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในจิตของสาธุชนทุกๆ ท่านแล้ว

เมื่อความรู้ ความเข้าใจถูกต้อง ด้วยอำนาจสติระลึกรู้ชอบตามเนื้อหาที่สวดสาธยายมา ก็ย่อมทำความรู้นี้ให้เกิดขึ้นในจิตจนเข้าใจ รู้และเข้าใจ เข้าใจแล้วทำให้เกิดปัญญา ทำให้เกิดวิชชา และความสว่างก็ย่อมเกิดขึ้นจากปัญญาและวิชชานั้น

ความสว่างที่เกิดขึ้นในจิตใด ความมืดมิดในจิตนั้นก็ย่อมหมดไป จนสามารถเห็นแจ้งในอริยสัจ อันเป็นความจริงขั้นสูงสุด จึงสรุปรวมความจริงแท้ลงที่ความหมายธรรมว่า ที่สุดแห่งโลกนี้มีแต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้น และมีแต่ความทุกข์ที่ดับไป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ราบเรียบทั้งโลก มีแต่กิเลส กรรม และวิบาก เคลื่อนไหวอยู่ ที่เรียกว่า วัฏสงสาร... ไม่มีเรา และไม่มีเขา สุดท้าย ถอดถอนตัวตนบุคคลเราไปได้ ปล่อยวางได้ จิตก็จะรวมพักลงสงบที่พุทโธ อย่างไม่ต้องบริกรรม

ให้รู้ ให้ตื่น และทำจิตให้เบิกบาน ด้วยความรู้แจ้งนั้นว่า สัพเพ สังขารา อนิจจัง สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ เราเอาปัญญามาอบรมจิต ให้จิตสงบตั้งมั่นขึ้น ความตั้งมั่นของจิตก็เพิ่มพูนและมีปัญญา และปัญญานั้นเมื่อรู้เท่าทันภาวะธรรมเบื้องหน้า ณ ขณะจิตหนึ่ง คือ ไม่ล่วงเข้าไปนึกถึงอดีตทั้งหลาย ไม่ไปพะวงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงในเบื้องหน้า แต่กำหนดรู้อยู่ที่ปัจจุบัน ณ ขณะนี้

ในทุกขณะแห่งจิตที่กำหนดรู้นี้ ถ้ารู้เท่าทันตรงนี้ แจ่มแจ้งตรงนี้ได้ การปล่อยวาง ละ เว้น ความเกี่ยวเนื่องกับโลกย่อมสิ้นได้ และนี่เองคือตัวที่จะให้เกิดปัญญาแท้ ก็คือเห็นประโยชน์แห่งปัจจุบัน เห็นธรรมะในประโยชน์ในปัจจุบันนั้น ในปัจจุบันธรรม

ธรรมะคือความเป็นธรรมดา ซึ่งปรากฏมีอยู่อย่างปกติ ที่เรียกว่า สังขารธรรม อันสามารถแสดงสภาพตัวตนบุคคลสัตว์สิ่งของทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิตและที่ไม่มีชีวิต มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง เรียกว่าเป็นสภาพแห่งความเป็นสังขารธรรมอันหนึ่ง มีสภาพที่เป็นสามัญลักษณะ มีความเป็นธรรมดาเหมือนกันว่า มีเกิด มีดับ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกสลายไป ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่ากันเลย ไม่มีเลย

แต่ในความไม่มีความวิเศษนั้น มนุษย์เรานั้นสามารถเข้าถึงความวิเศษได้ ถ้ารู้ รู้แท้ รู้จริงดังกล่าว และทำความรู้นี้ให้เกิดขึ้นในจิตอย่างแท้จริง

เราจะไม่วุ่นวายเลย แม้โลกวุ่นวาย

เราจะไม่เป็นทุกข์เลย แม้โลกนี้ทุกข์

เราจะเที่ยงแท้โดยธรรมคืออมตะ แม้โลกนี้ไม่เที่ยงแท้

ดุจดั่งพระอรหันตสาวกทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเป็นที่สุด

เราทั้งหลายเข้าสู่วิถีธรรมที่เป็นอมตะ เป็นโลกุตรธรรม ธรรมนี้เหนือโลก

คำว่า “เหนือโลก” คือ อยู่เหนือความปรุงแต่งทั้งปวง อยู่เหนืออำนาจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แต่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เป็นสภาพธรรมอันหนึ่งที่น่าสนใจมาก น่าศึกษามาก ที่เรียกว่าเป็นอมตะ มันอยู่เหนือความเป็นความตาย อยู่เหนือบาปเหนือบุญ ไม่ต้องทำความดีอีกต่อไป เพราะจบแล้วที่จะต้องทำ อย่าว่าแต่การเว้นความชั่วทั้งสิ้นเลย นั่นคือความเกษมจริงๆ อันเป็นไป มีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้นเอง บนเส้นทางการประพฤติปฏิบัติอันถูกต้องตรงตามธรรม

การประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรม เพื่อถึงประโยชน์โดยธรรมนั้น จึงเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

การสวดมนต์ไหว้พระ ก็เพื่อรู้เข้าไปในความหมายแห่งธรรม เรายกมือกราบไหว้สักการะ กายกรรมก็เป็นกุศล เปล่งสาธยายด้วยปาก วจีกรรมก็เป็นกุศล จิตน้อมบูชาธรรม ทำความเข้าใจ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ก็เป็นมโนกรรมที่เป็นกุศล กุศลกรรมทั้งสามเกิดขึ้น ด้วยกรรมบถทั้งสิบ ด้วยสติ ด้วยสัมปชัญญะ ประกอบกาย-จิตมั่นคง ดำรงอยู่กับการปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม

เบื้องต้นของท่านทั้งหลาย จึงเป็นนักปฏิบัติ ณ บัดนี้

การปฏิบัติบูชาในพระพุทธศาสนานั้น จึงเป็นการบูชาอันสูงสุดเหนือการบูชาทั้งปวง ถ้าเราทั้งหลายเพียงแต่สวดมนต์กันปาวๆ แต่จิตไม่ได้จดจ่อต่อเนื่องในอำนาจแห่งธรรม ไม่เข้าใจในความหมายธรรม และไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม อบรมจิตให้มีปัญญา มันก็เป็นการสวดที่ขาดประโยชน์อันควร มิใช่ไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์ แต่ประโยชน์อันควรโดยธรรมนั้น ไม่ถึง และไม่ใช่คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนานี้

พระพุทธศาสนานี้ สอนทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด เบื้องต้นสาธุชนรู้จักการทำทานการให้ เป็นหยาบๆ รักษาศีลระดับกลางๆ ต้องรู้จักควบคุมกาย วาจา ให้จิตมีที่ตั้งของความระลึกรู้ชอบ และพัฒนาจิตให้มีปัญญา ภาวนาเป็นที่สุด

เพื่ออะไร ก็เพื่อเข้าถึงธรรมะ เข้าถึงความรู้ในธรรมชาติ ที่มีภาวะธรรมเป็นอย่างนี้ มีกำหนดกฎเกณฑ์เป็นอย่างนี้ เรียกว่า ธรรมนิยาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พระองค์อุบัติเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม สิ่งนี้ ธรรมนิยามนี้ มันมีอยู่แล้ว มันดำรงอยู่แล้ว มันดำรงตั้งอยู่อย่างนี้อยู่แล้ว มันเป็นธรรมฐิติ ด้วยธรรมธาตุนี้ พระองค์ท่านรู้แจ้งดังกล่าวนี้ จึงออกจากอำนาจดังกล่าวนี้ ออกจากอำนาจของวัฏสงสาร สู่แดนอมตะแห่งธรรม ไม่ต้องอยู่ในการควบคุมให้เกิดดับหรือเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ชี้เส้นทางดังกล่าว ประกาศในอริยสัจ ความจริงที่ควรรู้อันประเสริฐ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน