
ปรับมาตรการการ
บริโภคในประเทศ หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่รัฐบาลหวังจะเป็นเครื่องจักรช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองไทย ท่าทางจะเป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่หวังได้น้อยเสียแล้ว
บริโภคในประเทศ หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่รัฐบาลหวังจะเป็นเครื่องจักรช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองไทย ท่าทางจะเป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่หวังได้น้อยเสียแล้ว
หลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรการกระชากค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ โดยการเพิ่มรายได้ เช่น อัดฉีดให้ชาวนาด้วยการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่จบปริญญาตรีเป็นเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ช่วยลดค่าใช้จ่าย อาทิ การยืดมาตรการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ลดค่าใช้จ่ายยืดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลไป เพื่อให้ราคาขายปลีกดีเซลยังไม่เกินลิตรละ 30 บาท หรือขายปลีกที่ 29.99 บาท หวังไม่ให้ค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้าทั้งรถและเรือปรับขึ้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีตัวเลขจาก 2 หน่วยงาน ที่ออกมาสะท้อนว่ากำลังซื้อในประเทศไม่ดีพอที่รัฐบาลจะหวังช่วยดันเศรษฐกิจ โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุตัวเลขการจับจ่ายผ่านร้านค้าปลีกที่เป็นสมาชิก พบว่าภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นเพียงกว่า 9% ต่ำกว่าที่คาดว่าค้าปลีกตั้งเป้าควรจะต้องโต 12% หรือเป็นเม็ดเงินหายไปจากระบบ 1 แสนล้านบาท คาดกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ 12%
นอกจากนี้ ชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม ได้แจ้งว่าขณะนี้เริ่มมีสัญญาณชัดเจน ลูกค้าเริ่มมีปัญหาการชำระหนี้มากขึ้น โดยเจรจาขอลดวงเงินชำระหนี้ลงจากเดิม ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถในการหารายได้ ทั้งนี้ในกลุ่มที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะมีหนี้เพิ่มขึ้น และขอลดการผ่อนชำระต่องวดลดลง เจรจาขอผ่อนในอัตราขั้นต่ำ
สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีก 3 เครื่องจักรที่เหลือ ได้แก่ การส่งออก การลงทุนภาคเอกชน กับการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างที่ทราบกันดีว่ากระทรวงพาณิชย์รายงานการส่งออกครึ่งปีนี้เติบโตขึ้นไม่ถึง 1% จากเป้าหมายปีนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ลดลงมาแล้วครั้งหนึ่งเหลือโต 7.5% ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐที่หวังโครงการขนาดใหญ่ เมกะโปรเจกต์น้ำ 3.5 แสนล้านบาท กับลงทุนระบบขนส่ง 2 ล้านล้านบาท ดูเหมือนว่ายังติดในขั้นตอน ซึ่งการเบิกจ่ายไม่น่าจะเป็นได้ตามแผนปีนี้ รวมถึงเครื่องยนต์ลงทุนภาคเอกชน หลังจากปีก่อนลงทุนซ่อมแซมจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 มาปีนี้การลงทุนเอกชนก็ไม่เพิ่มขึ้นมาก และไม่มีแรงจูงใจจากเงินเฟ้อที่มากพอที่จะลงทุนผลิตเพิ่ม
จากปัจจัยทั้งหมดจะเห็นได้ว่า รัฐบาลคงต้องปรับมาตรการใน 45 เดือนที่เหลือนี้อย่างครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยคงไปต่อยาก







