
4ชาติอาเซียนบีบไทยใช้คลื่น700ด้านโทรคม
4 ชาติอาเซียนกดดันไทย ปรับแผนใช้คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับกิจการโทรคมนาคม ด้านเอกชนจวกทีวีดิจิตอลแพงเกินจริง
4 ชาติอาเซียนกดดันไทย ปรับแผนใช้คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับกิจการโทรคมนาคม ด้านเอกชนจวกทีวีดิจิตอลแพงเกินจริง
รายงานข่าวจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ 4 ประเทศ ในอาเซียน คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย ได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้น เพื่อร่วมกันกดดันให้ กสทช.ของไทยปรับเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ไปใช้ในกิจการโทรคมนาคม จากเดิมที่แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์กำหนดให้คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ใช้ในกิจการโทรทัศน์
ทั้งนี้ เพื่อประสานงานเรื่องคลื่นความถี่ระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็น สำหรับมาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ถือเป็น 2 ประเทศหลักที่ประเทศอื่นๆ ต้องอิงการใช้คลื่นความถี่ตาม และปัจจุบันมาเลเซียได้เปลี่ยนการใช้งานคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์จากกิจการโทรทัศน์ไปเป็นโทรคมนาคม และขอความร่วมมือจากอีก 3 ประเทศให้ใช้ย่านเดียวกัน ส่งผลให้ประเทศไทยอาจเกิดปัญหา
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า กสท.ไม่ปฏิเสธการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ตรงกับประเทศอื่น แต่ยืนยันว่าหากต้องการนำคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ไปใช้ในกิจการโทรคมนาคม จะต้องจัดสรรคลื่นความถี่ของกิจการโทรทัศน์ให้เริ่มต้นตั้งแต่ 470 เมกะเฮิรตซ์เหมือนประเทศอื่นๆ ด้วย เพราะคลื่นที่ถูกจัดสรรให้ใช้ในกิจการโทรทัศน์ของไทยขณะนี้อยู่ในย่าน 510790 เมกะเฮิรตซ์
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของบอร์ด กสท. ที่ต้องจัดสรรคลื่นในกิจการโทรทัศน์ให้เริ่มต้นที่ 470 เมกะเฮิรตซ์ หากต้องการนำคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ไปใช้ในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งทางบอร์ด กสทช.ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ฉบับใหม่ และมั่นใจว่าเรื่องนี้จะจบลงได้ด้วยดี
นายเจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานกทค. กล่าวว่า ในช่วง 34 ปีข้างหน้า คลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิร์ตซยังไม่ใช่เรื่องจำเป็นมากนักในกิจการโทรคมนาคม แต่หากจะสามารถปรับการใช้งานให้ตรงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคลื่นความถี่รบกวนกัน ก็เป็นเรื่องที่ควรต้องเริ่มดำเนินการ
สำหรับกรณีการบินไทยไม่สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) บนเครื่องได้นั้น อยู่ระหว่างการหาแนวทางที่จะเปิดให้บริการโดยไม่ขัด พ.ร.บ.กสทช. โดยแนวทางที่เป็นไปได้ คือ การออกประกาศกสทช. เพื่อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ และ การให้เอกชนที่เป็นผู้ให้บริการไวไฟ 2 ราย คือ บริษัท แอร์โรว์ โมบาย และออนแอร์ มาจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยและร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ เพื่อขอใบอนุญาต ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้
ด้านนายสุระ เกนทะนะศิล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท เปิดเผยว่า การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบการแพร่ภาพโทรทัศน์จากอะนาล็อกสู่การเป็นดิจิตอลถือว่ามีความล่าช้า และมีราคาสูงเกินไป เพราะกฎหมายที่ทำมาใช้เป็นกฎข้อบังคับอยู่ในขณะนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค
ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นทางออกที่ดีที่สุดคือ การแก้ตัวกฎหมายใหม่ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการในธุรกิจทีวีดำเนินธุรกิจยากอยู่แล้ว เนื่องจากมีธุรกิจทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวีเข้ามาให้บริการ ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่แพงและรับชมได้ง่าย เมื่อเทียบกับทีวีดิจิตอลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“ราคาประมูลทีวีดิจิตอลที่ กสทช. กำหนดมันแพงไป ไม่มีประเทศไหนระบุกฎหมายอย่างนี้ ซึ่งจากกฎหมายที่กำหนดออกมาก่อนการเกิดทีวีดิจิตอลทำให้ตามไม่ทันเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายก็มีรอยรั่ว เพราะเสียค่าใช้จ่ายไปแพงไม่ว่าจะเป็นค่าประมูล หรือค่าอุปกรณ์ ค่ายใหม่ที่จะเข้ามาตรงนี้แน่ใจหรือว่าจะอยู่ได้ และผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเหมือนกับช่องเก่า” นายสุระกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัจจัยลบหลายด้าน แต่อย่างไรทีวีดิจิตอลในประเทศไทยก็ต้องเกิดเหมือนกับธุรกิจโทรคมที่ดำเนินการไปแล้วในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการเข้าประมูลทีวีดิจิตอบต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้คือ การลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด เพื่อรับกับทีวีดิจิตอลในอนาคต
นายกฤษณัน งามผาติพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีทีเอช กล่าวว่า การเกิดของทีวีดิจิตอลดีสำหรับผู้บริโภค แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ การขาดแคลนคอนเทนต์ จะเห็นได้ว่าขณะนี้มีการแย่งตัวผู้ผลิตคอนเทนต์กันค่อนข้างรุนแรง ส่งผลให้ไม่แน่ใจว่า 48 ช่องทีวีดิจิตอลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่
“ปัจจัยในเรื่องของคอนเทนต์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะทำให้ผู้ชมตามและสร้างรายได้ให้กับช่อง ซึ่งจากบุคลากรในการผลิตคอนเทนต์ในประเทศที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องซื้คอนเทนต์จากต่างประเทศมากขึ้น”นายกฤษณันกล่าว
นอกจากนี้ ในด้านของการประมูลทีวีดิจตอลมองว่าไม่ควรมีการเปิดประมูลครั้งเดียว เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวไม่ทัน ดังนั้นช่องไหนที่มีความจำเป็นควรเปิดประมูลก่อน เพื่อเป็นการทดสอลผลการตอบรับของตลาด
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า อยากให้ กสทช.ออกมาเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการประมูลและประกาศใช้ระบบการออกอากาศเป็นดิจิตอล เพราะหลังการประมูลเสร็จสิ้นลงต้องมีผู้ชม แต่ทั้งนี้ในเรื่องของการแจกคูปองโดยส่วนตัวมองว่าไม่ควรแจก เพราะอาจจะมีเรื่องของการทุจริตเหมือนกับตอนที่แจกคูปองน้ำท่วม







