
2ล้านล.สะดุดส่อเกิน7ปี
ทีดีอาร์ไอ ชี้โครงการ 2 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายไม่ทันใน 7 ปี แนะออก พ.ร.บ.ย่อย
ทีดีอาร์ไอ ชี้โครงการ 2 ล้านล้านบาท เบิกจ่ายไม่ทันใน 7 ปี แนะออก พ.ร.บ.ย่อย
นายสุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการเสวนา “เงินกู้ 2 ล้านล้าน วิกฤติหรือโอกาสประเทศไทย?” ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า แต่ละโครงการที่ใช้เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท มีความพร้อมต่างกัน ซึ่งเป็นไปได้สูงจะไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ในกำหนด 7 ปี เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีปัญหาความพร้อมโครงการถึง 3 ใน 4 ที่ไม่พร้อม
ทั้งนี้ เช่นมีโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยถึงกว่า 3 แสนล้านบาท โครงการที่เพิ่งเริ่มศึกษาความเป็นไปได้โครงการ 5 แสนล้านบาท โครงการที่ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว ยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ยังไม่ออกแบบรายละเอียด 5 แสนกว่าล้านบาท โดยมีเพียง 4 แสนล้านบาทเท่านั้น เป็นโครงการที่มีความพร้อม เท่ากับว่าเราจะกู้เงินมา 2 ล้านล้านบาท แต่ยังไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้ว่าโครงการที่ทำจะคุ้มค่าหรือไม่ แต่บอกว่าเขียนกฎหมายกู้เงินไว้ก่อน
รัฐบาลอาจไม่ต้องกู้ถึง 2 ล้านล้านบาท แต่กู้เพียง 1 ล้านล้านบาท โดยให้ครอบคลุมโครงการที่จำเป็นต้องทำ เช่น รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าปริมณฑล และอาจครอบคลุมรถไฟความเร็วสูงในบางเส้นทางก็ทำได้
นายสุเมธ กล่าวว่า หากรัฐบาลปรับรายละเอียดโครงการที่มีความพร้อม มีความชัดเจน และมีการรับฟังความเห็นของประชาชนแล้ว ออกเป็น พ.ร.บ.ย่อยก่อน ก็เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้
นายบรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีประเด็นที่ขัดรัฐธรรมนูญ 4 ประเด็น เช่น 1.ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 กรณีจ่ายเงินแผ่นดินที่ต้องใช้จ่ายตามกฎหมายกำหนด ซึ่งกรณีนี้เป็นการตรา พ.ร.บ.ทั่วไป ก็เกิดคำถามว่าเป็นเงินแผ่นดินหรือไม่ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเงินแผ่นดิน เพราะสินทรัพย์ที่ได้มาตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องใช้จ่ายเงินดังกล่าวตามมาตรา 169 ซึ่งทำให้ พ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2.ขัดกับหลักความจำเป็น ซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 29 เพราะถึงรัฐมีอำนาจ แต่ก็ต้องสมควรแก่เหตุแต่หากเรื่องนั้นเกิดผลกระทบและสร้างภาระ ก็ต้องใช้หลักความสมควรแก่เหตุ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้กระทบหลักความสมควรแก่เหตุ เพราะการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทแม้จะเป็นมาตรการที่เหมาะสมที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูงได้ แต่ก็มีทางเลือกอื่นที่ก่อให้เกิดภาระกับประชาชนน้อยกว่า ตนจึงมองว่ากฎหมายดังกล่าวขัดกับหลักความสมควรแก่เหตุ







