posttoday
ญี่ปุ่นยังไม่พ้นเงา"เงินฝืด"วิกฤตนี้ต้องกระตุ้นกันอีกยาว

ญี่ปุ่นยังไม่พ้นเงา"เงินฝืด"วิกฤตนี้ต้องกระตุ้นกันอีกยาว

29 กรกฎาคม 2556

ดีใจได้เพียงไม่นานเท่านั้น สำหรับรายงานตัวเลขล่าสุดของดัชนีราคาผู้บริโภคในญี่ปุ่น (ซีพีไอ) ประจำเดือน มิ.ย. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ดีใจได้เพียงไม่นานเท่านั้น สำหรับรายงานตัวเลขล่าสุดของดัชนีราคาผู้บริโภคในญี่ปุ่น (ซีพีไอ) ประจำเดือน มิ.ย. ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551

เหตุผลเพราะแม้ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะช่วยสะท้อนให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแดนอาทิตย์อุทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจุดประกายความหวังที่จะฟื้นจากภาวะเงินฝืดของประเทศที่ต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ แต่บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่กลับรีบออกมาเตือนว่า ดัชนีซีพีไอที่ปรับเพิ่มล่าสุดนี้ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่แพงขึ้น มากกว่าความต้องการจับจ่ายใช้สอยของประชากรภายในประเทศอย่างแท้จริง

หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นในขณะนี้ดูดีขึ้นเพราะได้รับผลจากสารพัดมาตรการนโยบายผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ซึ่งส่วนหนึ่งส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนยวบจนเกิดความได้เปรียบในภาคส่งออก แต่ทำให้สินค้านำเข้า รวมถึงพลังงานอย่างน้ำมันแพงขึ้น ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งอย่างความต้องการลงทุนหรือความต้องการบริโภคภายในญี่ปุ่นเป็นหลัก

ทั้งนี้ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติญี่ปุ่น รายงานชัดเจนว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค หนึ่งในดัชนีสำคัญที่ใช้วัดระดับเงินเฟ้อประเทศในเดือน มิ.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี และเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน

รายงานระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค ไม่รวมอาหารสดปรับเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อนหน้า มากกว่าตัวเลขการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์ 29 ราย ที่บลูมเบิร์กทำการสำรวจไว้ก่อนหน้าว่าจะอยู่ที่ 0.3%

ขณะที่ข้อมูลจากมาซาฮิโกะ ฮาชิโมโตะ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยไดวะแห่งญี่ปุ่น ยังเป็นเครื่องยืนยันได้ดีอีกว่า ภาวะเงินฝืดของญี่ปุ่นมีแนวโน้มผ่อนคลายลง เมื่อผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เริ่มออกมาทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น ขณะที่อัตราการปรับลดลงของราคาสินค้าคงทนจำพวกรถยนต์ หรือเครื่องซักผ้า เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

ความเคลื่อนไหวข้างต้นส่งผลให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นตรงกันว่าญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะบรรลุเป้าเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ตั้งไว้ที่ 2% ภายในเร็ววัน ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเศรษฐกิจที่ดีของประเทศในการเอาชนะภาวะเงินฝืดที่ทำให้สินค้าราคาถูกลงจนคนไม่คิดจะซื้อ ซึ่งจะกระตุ้นให้คนออกมาจับจ่าย ช่วยให้ภาคธุรกิจมีเงินหมุนเวียน จนในที่สุดก็จะส่งผลต่อปริมาณรายได้ในกระเป๋าของชาวญี่ปุ่นที่จะควักออกมาใช้จ่ายต่อไป

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสำนักกลับอดที่จะส่งเสียงเตือนทักท้วงออกมาไม่ได้ว่า แนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อของประเทศครั้งนี้ ไม่อาจถือเป็นตัวชี้วัดได้ว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งจนวางใจได้อย่างแท้จริง

เหตุผลเพราะตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในเดือน มิ.ย. เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่ทำให้ราคานำเข้าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น มากกว่าเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่จะส่งผลให้ผู้บริโภคในตลาดเกิดความต้องการใช้สินค้าจนราคาสินค้าขายปลีกที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไปเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น ญี่ปุ่นในขณะนี้ยังมีปัจจัยขัดขวางสำคัญอย่างแนวโน้มด้านลบของการปรับขึ้นของค่าแรง และการขึ้นภาษีขาย หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะส่งผลต่อกำลังการบริโภคของประชาชนภายในประเทศ ซึ่งกระทบต่อการปรับขึ้นของตัวเลขเงินเฟ้ออีกทอดหนึ่ง

กระทั่งอาจเรียกได้ว่า เงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. ของญี่ปุ่นนี้เป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ฮาชิโมโตะ กล่าวอีกว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่นครั้งนี้ส่วนใหญ่มาจากค่าไฟที่แพงขึ้น โดยเงินเฟ้อที่ดีต้องมาพร้อมกับราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ของแดนอาทิตย์อุทัยที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

ด้านโทโมะ คิโนชิตะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระ ซีเคียวริตี้ แสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวเอเอฟพีว่า พัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบันเป็นผลสำคัญจากนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งกระทบราคาสินค้านำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงาน เช่น น้ำมัน ให้แพงขึ้น ดังนั้น เมื่อต้นทุนแพง ราคาสินค้าภายในประเทศจึงต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ และทำให้ดูเหมือนว่าผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว หลังจากที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะ ประสานเสียงกับบีโอเจดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐแล้วถึง 21% ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีแนวโน้มแพงขึ้น นอกเหนือไปจากค่าเงินเยนอ่อน โดยตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2555 ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 36%

นอกจากนี้ มาซาอากิ คันโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นประจำเจพี มอร์แกน เชสแอนด์โค กล่าวว่า ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อครั้งนี้อาจช่วยให้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม แต่แผนการที่จะขึ้นภาษีผู้บริโภค หรือภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา น่าจะทำให้บีโอเจต้องรับบทหนักในการหามาตรการรับมือเพิ่มเติมเพื่อผลักดันระดับเงินเฟ้อของประเทศ

คันโนะ อธิบายว่า ประเด็นสำคัญก็คือความเคลื่อนไหวของบีโอเจว่าจะทำเช่นไรเพื่อรับมือกับการบริโภคที่จะชะลอตัวลงหลังมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคภายในประเทศ จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่หลายบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นต่างทยอยผลักต้นทุนที่สูงขึ้นให้ผู้บริโภคแดนปลาดิบแบกรับ

ข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวมมาได้ระบุชัดว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคหลายแห่งสัญชาติญี่ปุ่น ต่างเริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้าภายในครึ่งปีหลังนี้ทั่วหน้า ไล่เรียงตั้งแต่บริษัท เมจิ โฮลดิ้งส์ ที่เพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะปรับราคานมขึ้น 4% ในเดือน ต.ค. โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและเงินเยนที่อ่อนลง ขณะที่บริษัทอาหารรายอื่น เช่น คิวพี คอร์ป ผู้ผลิตซอสมายองเนส หรือยามาซากิ เบกกิ้ง ผู้ผลิตขนมปัง ได้ประกาศปรับราคาสินค้าขึ้นไปแล้วก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นปี

ขณะเดียวกัน ความต้องการบริโภคสินค้าของประชาชนญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มถูกบั่นทอนจากความเป็นจริงของสถานการณ์ในปัจจุบันที่บริษัทหลายรายวิตกกับการรักษารายได้และผลกำไรของบริษัทมากกว่าผลตอบแทนของพนักงาน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนัก เปิดเผยว่า การปรับขึ้นของค่าแรงในลักษณะสม่ำเสมอและยั่งยืนไม่เคยมีมานานแล้วนับตั้งแต่ฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 โดยใน พ.ค.ที่ผ่านมารายได้ของแรงงานญี่ปุ่นลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การที่รายได้ส่วนบุคคลมีเท่าเดิมหรือลดน้อยลง แต่ราคาสินค้ากลับปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ย่อมทำให้ครัวเรือนเลือกประหยัดการใช้จ่าย ส่งผลกระเทือนต่ออัตราเงินเฟ้อที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้ โดยการสำรวจครัวเรือน 21,173 หลังของสถาบันวิจัยประชากรและความมั่นคงแห่งชาติญี่ปุ่น พบว่าประมาณ 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามในขณะนี้ต้องอยู่อย่างอดออมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น ตราบใดที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่อาจหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะผลักดันเงินเฟ้อให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยหมายรวมถึงการเพิ่มความต้องการบริโภคสินค้าของประชาชนในประเทศ ตราบนั้นญี่ปุ่นย่อมไม่อาจสลัดภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองได้พ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท