
ม็อบจุดหัวไม้ขีดไฟส่งไม้"องค์กรอิสระ"เชือด
สนามการเมืองเริ่มคึกคัก ระอุรับฤดูกาลเปิดสมัยประชุมสภา ขั้วการเมืองแทบทุกฝ่ายประเมินสอดคล้องกันว่า ปมพิจารณาร่างกฎหมายร้อนหลายฉบับอาจขยับอุณหภูมิการเมือง
โดย...ชุษณ์วัฎ ตันวานิช
สนามการเมืองเริ่มคึกคัก ระอุรับฤดูกาลเปิดสมัยประชุมสภา ขั้วการเมืองแทบทุกฝ่ายประเมินสอดคล้องกันว่า ปมพิจารณาร่างกฎหมายร้อนหลายฉบับอาจขยับอุณหภูมิการเมืองช่วงเดือน ส.ค.พุ่งถึงจุดเดือด
เพราะสถานการณ์ร้อนไม่ใช่เพียงศึกอภิปรายในสภา แต่เป็นถนนนอกสภาที่ขบวนการม็อบล้มรัฐบาลหลายค่ายเตรียมกำลังพลล่วงหน้าหลายเดือน ส่งสัญญาณเตือนหวังเผด็จศึกรัฐบาล
ฟากองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ในนาม กองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ ขณะนี้ยังคงยุทธศาสตร์ซ่อนไพ่ใบสุดท้าย อุบไม้ตายซ่อนสถานที่รวมตัว รวมไปถึงไม่ปริปากแนวทางการเคลื่อนไหวว่าจะสู้แนวทางใด
แม้เข้าใจได้ว่าต้องการถอดบทเรียนจากม็อบลานพระบรมรูปทรงม้า ช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่ต้องผจญศึกแก๊สน้ำตาและทัพตำรวจกว่า 100 กองร้อย จึงไม่ต้องการระบุพิกัดสถานที่ชุมนุมเพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานความมั่นคงเตรียมการล่วงหน้า แต่การแถลงของ อพส.ระยะหลังจับกลิ่นได้ว่าเริ่มมีปัญหา เช่น การเปิดตัวคณะตำรวจ ทหาร ที่จ่อร่วมทัพ แต่กลับสะดุดไม่ได้ฤกษ์เปิดหน้า โดยแก้เกมเซฟสถานการณ์แจงมวลชนว่ามีผู้ต้องการเข้าร่วมเพิ่มเติม จึงรวมตัวไม่ทันการณ์ นับว่าเริ่มส่งสัญญาณถึงปัญหาการบริหารจัดการภายใน เหมือนครั้งสมัยม็อบ เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์
อีกทั้งข้อเรียกร้อง 6 ข้อก่อนหน้านี้ เป็นการยื่นเงื่อนไขชนิดเหวี่ยงแห ไล่กวาดทุกประเด็น ตั้งแต่เรียกร้องให้ยุติร่าง พ.ร.บ.ปรองดองนิรโทษกรรมทุกฉบับ เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา พ้นกระทรวงกลาโหม ไล่ไปถึงปมปฏิรูปบริษัท ปตท. รวมถึงการยกเลิกการตั้งคณะกรรมการสอบ สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ทั้งยังไม่ลืมโหนกระแสป้องสถาบัน หลากข้อเสนอทั้งมวลนั้นสะท้อนว่าม็อบไร้เอกภาพสะเปะสะปะเเม้กระทั่งการจุดประเด็นร่วมในการต่อสู้
อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการภายในต่อให้เต็มไปด้วยอุปสรรคเพียงใด ยังถือว่าไม่เลวร้ายเท่ากับปัญหาท่อน้ำเลี้ยง หรือเม็ดเงินจากกลุ่มทุนใหญ่ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สูบฉีดกระตุ้นการเคลื่อนไหวมวลชน ซึ่งแน่นอนว่าหากท่อตีบ ท่อตันเมื่อใด ม็อบก็ย่อมสลายตัวเร็วเมื่อนั้น
โดยเฉพาะในภาวะที่เครือข่ายธุรกิจ หมูเห็ดเป็ดไก่ ที่อดีตรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง เคยลุกขึ้นมาแบไต๋ว่า เป็นผู้ส่งเสบียงเลี้ยงม็อบล้มรัฐบาล แต่ล่าสุดที่ผ่านมา เจ้าสัวใหญ่บินไปกัมพูชา เจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ชัดเจนว่าคงไม่มีรายนามบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ปั้นทุนหนุนม็อบอีกต่อไป
กระทั่งกลุ่มทุนนายทหารใหญ่ ตท.10 ที่เคยควักกระเป๋าหลายสิบล้าน วันนี้ออกมาท่องคาถาในทิศทางเดียวกับนายห้างตราดูไบ ขอคนไทยปรองดองให้อภัย แถมยืนยันเสียงแข็งไม่ได้อยู่เบื้องหลังกองทัพโค่นระบอบทักษิณ น่าจะพอคาดเดาสถานการณ์ได้ว่า การเมืองกองทัพเดินแผนเกี้ยเซี้ยเลิกเป็นปฏิปักษ์ตามสูตรกระดานต่อรองของคลิปถั่งเช่าที่หลุดออกมา
สอดคล้องกับการประเมินของบรรดาฝ่ายความมั่นคง ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ประสานเสียงว่า ม็อบต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังไร้ศักยภาพ
จึงไม่น่าแปลกใจที่ 5 คณะเสนาธิการร่วมโค่นล้มระบอบทักษิณ โดยเฉพาะ ไทกร พลสุวรรณ รูดซิปปากสนิทไม่หลุดยุทธศาสตร์ใดๆ ในการเคลื่อนไหว แม้กระทั่งถามว่าจะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่ ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ อาจเป็นเพราะทราบดีถึงรายจ่ายนับหลายล้านบาทต่อวัน หากจะต้องบริหารจัดการม็อบในสภาวะที่ต้องค้างคืนชุมนุมยืดเยื้อ
ขณะที่กลุ่มไทยสปริงและม็อบกลุ่มหน้ากากขาวที่ยึดสนามโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น แง่หนึ่งอาจมองได้ว่าอาศัยช่องทางสื่อใหม่ที่ทรงพลัง แต่ในทางกลับกันอาจเป็นเพราะไร้ทุนในการเคลื่อนไหว เพราะกลุ่มหน้ากากขาวทำได้เพียงนัดชุมนุมแล้วสลายตัวไป ใช้หลักการ ถูก ประหยัด เน้นช่วงชิงพื้นที่สื่อกระแสหลักเท่านั้น ขณะที่ไทยสปริงไม่ต่างกัน เน้นเพียงเวทีเสวนาห้องเเอร์ โดยผูกมิตรสื่อกระแสหลักเเละทีวีดาวเทียมแนวคิดขั้วเดียวกันเป็นฐานกระจายข่าว
ฟากม็อบต้นตำรับอย่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เวลานี้ทำได้เพียงหลบหลังม่าน โดย สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำระบุชัด จะไม่นำขบวนชุมนุมต้านร่างนิรโทษกรรม เพราะติดเงื่อนไขการประกันตัว โดยโบ้ยให้ สส.ประชาธิปัตย์ ลาออกมาลุยม็อบเอง สะท้อนชัดเจนว่ากลุ่มพันธมิตรฯ เวลานี้อ่อนแรง สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะทุน
จึงทำได้เพียงเคลื่อนไหวในเงา อพส.เท่านั้น โดยการส่งกองทัพธรรมเป็นเสบียงกองกำลัง และส่งคนเป็นเครือข่ายโยงใยในคณะ เสธ.อพส.ชุดใหม่ที่มีชื่อ พิเชฐ พัฒนโชติ อดีตแกนนำพันธมิตรฯ และ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุวรรณ ที่แนบแน่นกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
สภาวะขาดแคลนท่อน้ำเลี้ยงและแกนนำม็อบที่ยังสภาพปวกเปียก ไร้พลังในเชิงหลักการในการล้มรัฐบาล ทำให้การปลุกม็อบไม่ต่างจากสภาพเพลิงลุกไหม้ “หัวไม้ขีดไฟ” ที่จุดกระเเสได้เพียงระยะสั้น เเละยิ่งผนวกกับปัจจัยการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ที่ผนึกกำลังให้แดงกลุ่มหลักกับรัฐบาลยังคงเหนียวแน่นนั้น ถือเป็นป้อมปราการใหญ่ที่ส่งผลให้การเคลื่อนไหวม็อบล้มรัฐบาลเป็นเรื่องยากที่จะถึงฝั่งฝัน
หน้าที่ของม็อบเวลานี้ จึงทำได้เพียงสร้างบรรยากาศเลี้ยงกระแสความไม่พอใจรัฐบาลเท่านั้น เพื่อรอวันให้เพชฌฆาตตัวจริง องค์กรอิสระ เลือกหยิบดาบสารพัดเล่มในมือมาสังหาร ไม่ว่าจะเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงคดี 312 สส.สว.ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแก้ไขมาตรา 68 ในอุ้งมือศาลรัฐธรรมนูญ







