
สมัยประชุมสามัญศึกชี้ชะตา"รัฐบาลฝ่ายค้าน"
สัมภาษณ์พิเศษ"เจริญ จรรย์โกมล”กับมุมมองต่อการเปิดประชุมสามัญของสภาที่ล้วนเต็มไปด้วยประเด็นร้อน
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สัปดาห์นี้ถือว่าเป็นจังหวะสำคัญทางการเมือง เพราะวันที่ 1 ส.ค. จะเข้าสู่การเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ความน่าสนใจของสมัยประชุมนี้นอกจากจะมีไฮไลต์ที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ยังอยู่ที่การพิจารณากฎหมายร้อนหลายฉบับ แต่ละเรื่องนั้นล้วนเสี่ยงต่อการสร้างแรงกดดันทางการเมืองแทบทั้งสิ้น
“เจริญ จรรย์โกมล” รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ยอมรับกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่าบรรยากาศของสมัยประชุมสามัญทั่วไปในปีนี้มีความอึมครึมมากกว่าสมัยประชุมเดียวกันของปีที่ผ่านมา
“ปีนี้มีความเข้มข้น ตื่นเต้น ทั้งงบประมาณแผ่นดิน เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และกระบวนการตรวจสอบ 3.5 แสนล้านบาท การแถลงผลงานของรัฐบาล 1 ปี รวมทั้งกระทู้ถามสดและญัตติเร่งด่วนของฝ่ายค้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประจวบเหมาะกับครึ่งเทอม หรือ 2 ปีของรัฐบาลพอดี เป็นจังหวะที่รัฐบาลต้องอธิบาย 2 ปีที่ผ่านมาได้ให้อะไรกับประชาชนบ้าง และ|ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะทำอะไรเพื่อประชาชนอีก...
...ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำหน้าที่ได้ประสบความสำเร็จก็จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สมัยสามัญทั่วไปเมื่อปีที่แล้วยังไม่เข้มข้นขนาดนี้”
ในส่วนของปัจจัยภายในสภาที่จะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล “เจริญ” มองว่าขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะสามารถผลักดันกฎหมายที่ตัวเองเสนอสำเร็จหรือไม่ ถ้าทำได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ไม่สำเร็จก็จำเป็นแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
“ถ้าเป็นกฎหมายที่รัฐบาลเสนอเข้ามา แต่กฎหมายไม่ผ่านสภา รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เช่น กฎหมายงบประมาณแผ่นดิน กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท สภาถือเป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าประชาชนเขาไม่รับกฎหมายของรัฐบาลก็เท่ากับประชาชนไม่ได้ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบในทางการเมือง”
ถ้ากฎหมายไม่ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบหรือไม่? รองประธานสภาตอบชัดเจนว่า
“กฎหมายจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เวลานี้ยังตอบแทนอะไรไม่ได้ แต่หากในอนาคตศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ากฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องชี้แจง ไม่เกี่ยวกับการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เพราะในทางการเมืองที่ต้องรับผิดชอบประชาชนจะต้องผ่านองค์กรที่เชื่อมโยงกับประชาชน คือ สภา ซึ่งศาลไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน คนละเรื่องกัน”
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่ในสภาเท่านั้นที่เป็นตัวเร่งอุณหภูมิการเมือง เพราะรองฯ เจริญ ยอมรับด้านหนึ่งว่าการเคลื่อนไหวนอกสภาก็มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่นกัน แต่การจะผ่านสถานการณ์ลักษณะนี้ไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาลที่มีต่อสังคมด้วย
“ขณะนี้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งต่อต้านรัฐบาลกำลังจะออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยอาศัยจังหวะที่สภาเปิด ในขณะที่สภาปิดก็ไม่ได้เห็นว่าเรียกร้องอะไร แต่จะใช้จังหวะที่มีการพูดคุยในสภาไปขยายผลต่อ แล้วนำไปสู่การคัดค้านรัฐบาล เพื่อไม่ให้อะไรบานปลาย ทางที่ดีรัฐบาลต้องชี้แจงต่อสังคมทันทีที่สังคมเกิดความสงสัย...
...การเมืองนอกสภาเป็นเรื่องปกติที่ต้องมีฝ่ายตรงข้ามออกมาอยู่แล้ว เพราะเป็นสิทธิของพวกเขา เป็นหน้าที่ของคณะรัฐ|มนตรีที่ต้องอยู่สภามาชี้แจงต่อสภาทั้งเรื่องการเสนอกฎหมายและญัตติของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสุดท้ายจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ แต่ในใจก็อยากให้ครบ 4 ปี เพราะจะบริหารประเทศได้ต่อเนื่อง”
ขณะเดียวกัน “เจริญ” ยังมีมุมมองในทางกลับกันด้วยว่า ต่อให้รัฐบาลผ่านกฎหมายสำคัญๆ อย่างร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หรือร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ในสมัยประชุมนี้ไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง หรือพรรคเพื่อไทยจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
“ถึง 2 ล้านล้านบาทผ่านสภา แต่รัฐบาลบริหารงานไม่ถูกใจประชาชนมันก็ไม่ได้ องคาพยพไม่ได้อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาทเพียงอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องของเกษตรกร ต้องทำให้พวกเขาลืมตาอ้าปากให้ได้ และที่สำคัญต้องมีกระบวนการสวัสดิการสังคมที่ดีด้วย ไม่ได้หมายความว่า 2 ล้านล้านบาทผ่านปั๊บแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”
กระนั้น แม้ในภาพรวมของการประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปจะมีแต่เรื่องร้อนๆ แต่สุดท้ายในมุมมองของหนึ่งในผู้ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมเชื่อว่าสภาจะเกิดภาพความวุ่นวายเหมือนเมื่อปี 2555 ที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
“ท่านสมาชิกมีความสำนึกแล้วว่าเราเสียหายมาพอสมควรแล้ว อะไรที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่จำเป็นต้องแสดงออกอย่างนั้นทุกอย่าง เมื่อเกิดความไม่เห็นด้วยกันในสภาก็ต้องตัดสินด้วยการลงมติตัดสินใจ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องตัดสินด้วยวิธีนี้เหมือนกันทั้งสิ้น กติกาสังคมเป็นแบบนั้น ถ้าไม่เคารพในกติกาแล้วประเทศจะอยู่ได้อย่างไร” รองประธานสภา ทิ้งท้าย







