posttoday
‘เชลล์โชว์งานวิจัย’

‘เชลล์โชว์งานวิจัย’

28 กรกฎาคม 2556

บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย ได้นำผลงานวิจัยในโครงการ “ความท้าทายของพลังงานในอนาคต” (Future Energy Survey) ออกมาเผยแพร่

บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย ได้นำผลงานวิจัยในโครงการ “ความท้าทายของพลังงานในอนาคต” (Future Energy Survey) ออกมาเผยแพร่ ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นคนในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ จำนวน 400 คน ตั้งแต่เดือน ก.พ.มี.ค. 2556 โดยผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าคนไทยให้ความสำคัญด้านความต้องการพลังงานในอนาคตเป็นอันดับแรก เทียบเท่ากับปัญหาการจราจรที่แออัดและระบบการศึกษาของภาครัฐในอัตรา 91% และ 92% ของจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมดหรือเทียบเท่า

คนไทย 9 ใน 10 คนเห็นว่าความต้องการพลังงานในอนาคตถือเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ ในขณะที่ปัญหาอื่นๆ ที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นประเด็นหลักเพิ่มเติม ได้แก่ สภาพการจราจรที่แออัด 92% ระบบการศึกษาของภาครัฐ 91% ค่าครองชีพ 89% ตลอดจนระบบสาธารณสุข 88% และมลภาวะทางอากาศ 88%

จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติและแบบจำลองสถานการณ์ของเชลล์ แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์จำลองในปี พ.ศ. 2573 ว่า ความต้องการพลังงาน น้ำ และอาหารในโลกจะเพิ่มมากขึ้นราว 4050% เพื่อรองรับความต้องการและจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อแหล่งทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต คือ พลังงานเป็นสิ่งที่ใช้ในการบำบัดน้ำ

น้ำ ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน ทั้งพลังงานและน้ำ ต่างเป็นปัจจัยในการผลิตอาหาร ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยตระหนักดีถึงปัญหาเหล่านี้ โดยบอกว่าการขาดแคลนพลังงาน รวมถึงราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น การขาดแคลนน้ำและอาหารจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

นอกจากนี้ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าความต้องการพลังงานในอนาคตถือเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่แพ้ปัญหาอื่นๆ ทั้งยังตระหนักดีว่าทรัพยากรพลังงาน น้ำ และอาหารต่างมีความเชื่อมโยงกัน อย่างไร

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจเรื่องความท้าทายของพลังงานในอนาคตยังแสดงให้เห็นว่าชาวไทยสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยคิดว่าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานของพวกเขาในอนาคต ตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าไทยเป็นประเทศผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยยังระบุถึงแหล่งพลังงานอื่นๆ ที่อาจนำมาใช้ตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคตได้ คือ พลังงานแสงอาทิตย์ 83% พลังงานน้ำ 54% พลังงานลม 50% ก๊าซธรรมชาติ 35% และเชื้อเพลิงชีวภาพ 35%

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย 9 คน ใน 10 คน หรือ 92% เห็นว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามอีก 6% ตอบว่าเป็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หลายคนระบุว่า พวกเขากำลังทำสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยวิธีลดการใช้พลังงานลงหรือปิดไฟก่อนออกจากห้อง 83% เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน 53% ตลอดจนการรีไซเคิล 49%

อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 2 หรือ 46% เห็นพ้องกันว่าความร่วมมือกันของชุมชน รัฐบาล และภาคอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางพลังงานในอนาคต ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่าประชาชนทั่วไป 70% รัฐบาล 69% และภาคอุตสาหกรรม 41% มีบทบาทสำคัญที่สุดในการพัฒนาระบบ

สำหรับแบบสำรวจนี้มุ่งให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญที่จะร่วมมือกันสร้างสรรค์วิธีการต่างๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานในอนาคต โดยบริษัทเชลล์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาระบบพลังงานใหม่อย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท