posttoday
เดือนสุดท้ายรวมศรัทธาทั่วประเทศ เหนือ-ใต้-กลาง-กทม. หุ้มทองยอดฉัตรมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา

เดือนสุดท้ายรวมศรัทธาทั่วประเทศ เหนือ-ใต้-กลาง-กทม. หุ้มทองยอดฉัตรมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา

28 กรกฎาคม 2556

เดือน ส.ค. เป็นเดือนสุดท้ายสำหรับโครงการหุ้มทองยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา เป็นบุญใหญ่ในช่วงเข้าพรรษา

เดือน ส.ค. เป็นเดือนสุดท้ายสำหรับโครงการหุ้มทองยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา เป็นบุญใหญ่ในช่วงเข้าพรรษาที่จะเชิญชวนชาวไทยทั่วประเทศร่วมมหากุศลครั้งสำคัญนี้

ภาคกลาง–วัดอัมพวัน กทม.วัดบวรนิเวศ

สำหรับประชาชนภาคกลาง และลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะมีการบริจาคทองคำ ในวันที่ 10 ส.ค. ณ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี เวลา 13.00 น. โดยมีพระเดชพระคุณ พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม เมตตามาเป็นประธานในพิธี

หลวงพ่อจรัญ เป็นศูนย์รวมจิตใจเป็นที่ศรัทธาของชาวพุทธทั้งประเทศ ท่านมีชื่อเสียงจากการเป็นพระนักพัฒนา พระนักเทศน์ และพระวิปัสสนาจารย์ แนวทางการสืบทอดพระพุทธศาสนาของท่านเน้นหนักที่การสั่งสอนด้านปฏิบัติภาวนา ด้วยหลักสติปัฏฐาน 4 เป็นกำลังสำคัญในการสืบทอด เผยแผ่พระศาสนาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

นอกจากนั้น หลวงพ่อจรัญยังเผยแผ่คำสอน โดยให้ชาวพุทธตระหนักในเรื่องกฎแห่งกรรม แม้กระทั่งตัวท่านที่เคยทำกรรมไว้ตั้งแต่อดีต กรรมดังกล่าวก็ตามมาให้ผลแก่ท่าน

หลวงพ่อจรัญยังเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนหมั่นสวดมนต์ด้วยพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา) เพื่อเป็นเครื่องเจริญสติอย่างแพร่หลาย โดยพาหุงมหากา คือ บทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ที่สมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ได้ถวายให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้สวดเป็นประจำ หลวงพ่อจรัญได้พบบทสวดที่วัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา ตามนิมิตและเผยแผ่แก่ชาวพุทธทั่วประเทศ

ปฏิปทาที่หลวงพ่อจรัญได้กล่าวไว้ก็คือ จะใช้หนี้โลกมนุษย์ ด้วยการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่ขอสร้างวัตถุอีก

ถัดจากการรับมอบทองคำที่วัดอัมพวันแล้ว ในเขตภาคกลาง จะมีการรับมอบทองคำที่กรุงเทพมหานคร ณ วัดบวรวิเวศวิหาร ในวันที่ 15 ส.ค. เวลา 15.00 น. โดยสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นองค์ประธาน

ภาคเหนือวัดพระธาตุศรีจอมทอง

การรับมอบทองคำ และสินทรัพย์ในโครงการหุ้มทองยอดฉัตรมหาโพธิเจดีย์พุทธคยาในภาคเหนือ กำหนดไว้ในวันที่ 18 ส.ค. เวลา 14.00 น. ณ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร จ.เชียงใหม่

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เดิมชื่อ วัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทอง ตั้งอยู่ถนนเชียงใหม่ฮอด หมู่ 2 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506

บริเวณที่ตั้งวัดเรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง ตามตำนานมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล มีเมืองชื่อว่า อังครัฏฐะ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับดอยจอมทอง มีเจ้าผู้ครองเมืองนั้นนามว่า พระยาอังครัฏฐะ ได้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ

สำหรับการก่อสร้างวัดที่บันทึกเอาไว้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 1994 สามีภรรยาคู่หนึ่งชื่อนายสร้อยและนางเม็ง ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ดอยจอมทอง ได้แผ้วถางบริเวณยอดดอย พร้อมทั้งสร้างเจดีย์และพระพุทธรูป 2 องค์ ไว้บนดอยจอมทอง ซึ่งผู้คนได้พบเห็นจึงเรียกว่า วัดศรีจอมทอง ต่อมาถึงปี พ.ศ. 2009 มีชาย 2 คนชื่อ สิบเงิน และ สิบถัว ได้ช่วยกันบูรณะก่อสร้างวัดศรีจอมทอง ให้เป็นรูปเป็นร่าง มีพระวิหารมุงด้วยหญ้าคาหลังหนึ่ง และได้นิมนต์พระสริปุตต์เถระ มาจำพรรษา จากนั้นมาก็มีการก่อสร้าง ทำนุบำรุงเรื่อยมา

กาลล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2042 ได้มีตาปะขาวคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่วัดเกิดนิมิตฝันว่า เทวดามาบอกใต้พื้นวิหารบนยอดดอยที่ตั้งของวัดนี้มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันนั้นให้พระธัมมปัญโญเถระ เจ้าอาวาสฟังในขณะนั้นได้รับทราบ พระธัมมปัญโญเถระ จึงได้ทำการอธิษฐานจิตว่า ถ้ามีจริงดังความฝันนั้น ขอให้พระบรมธาตุจงได้เสด็จออกมา ในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด ขอข้าพเจ้าจงได้ไหว้สักการบูชาพระบรมธาตุนั้น เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ได้เห็นและได้สักการบูชาแล้ว ขออย่าให้ข้าพเจ้าสิ้นชีวิตไปเสียก่อนเลย จนล่วงมาถึงปีจุลศักราช 861 ปี พ.ศ. 2042 เดือน 4 ขึ้น 14 ค่ำ พระบรมธาตุเจ้าก็เสด็จออกจากพระสถูปทองคำ ซึ่งก็แสดงปาฏิหาริย์เป็นมหัศจรรย์ต่างๆ ให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย แล้วในวันรุ่งขึ้นพระธัมมปัญโญเถระกับตาปะขาวก็ได้พบพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในรูพระเกศโมลีของพระพุทธรูป ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารนั้น จึงได้เก็บรักษากันไว้โดยเงียบๆ

จนถึงปี พ.ศ. 2057 มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ พระมหาพุทธญาโณ ได้ตำนานพระบรมธาตุมาจากเมืองพุกาม และคาดคะเนว่าพระบรมธาตุน่าจะตั้งอยู่ที่วัดศรีจอมทอง จึงสั่งให้พระอานันทะและตาปะขาวนักบุญทั้งหลายมาที่วัด ทำการสักการบูชาดอกไม้ธูปเทียน ตั้งสัตยาธิษฐาน หากพระบรมธาตุตั้งอยู่ในที่นั้นจริงดังตำนานกล่าว ขอจงแสดงปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ต่างๆ ให้ปรากฏ ฝ่ายพระมหาสีลปัญโญ เจ้าอาวาสในขณะนั้น เมื่อได้เห็นอาการของคนเหล่านั้นเช่นนั้นจึงได้นำเอาพระบรมธาตุ ซึ่งเก็บรักษากันต่อมานั้นออกมาแสดง และเป็นที่เคารพสักการบูชานับแต่บัดนั้น

สำหรับการรับมอบทองคำที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง จะมีพระธรรมมังคลาจารย์ หรือหลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นประธาน

หลวงปู่ทองเป็นธงชัยแห่งพระศาสนาเมืองล้านนา โดยท่านบรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 11 ขวบ และได้ติดตามอุปัฏฐาก ครูบาศรีวิชัย สิริวิชโย อย่างใกล้ชิด ไปในการสร้างวัดบูรณปฏิสังขรณ์เจดีย์สถานในที่ต่างๆ และทั้งร่วมสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ จากนั้นท่านอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ. 2487 สอบได้นักธรรมตรี โท เอก เข้าฝึกวิปัสสนากรรมฐานจากสำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ โดยได้พบกับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน ที่เข้าไปฝึกอบรม และยังเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับ ท่านมหาสีสยาดอ ณ วัดสาสนยิสสา กรุงย่างกุ้ง ประเทศสหภาพพม่า ด้วย

หลวงปู่ทองกลับมาเปิดสำนักวิปัสสนากรรมฐาน รวมถึงได้ขยายสำนักสาขาปฏิบัติอีกหลายสำนักทั้งในและต่างประเทศ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพระวิปัสสนาจารย์หนเหนือ กองการวิปัสสนาธุระ แม้รัฐบาลพม่าถวายสมณศักดิ์ “อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ” (Agga Maha Kammatthana Cariya) ที่บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา โดยรัฐบาลพม่าถวายสมณศักดิ์มี 10 รูป อาทิ ไทย อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม เนปาล บังกลาเทศ และสหราชอาณาจักร


ภาคใต้วัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง จ.สงขลา

การรับมอบทองคำ ในภาคใต้กำหนดไว้ในวันที่ 22 ส.ค. เวลา 14.00 น. ณ วัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สมเด็จพระวันรัต ทรงเป็นประธาน

วัดโคกสมานคุณ เป็นสัญลักษณ์การรวมน้ำใจของชาวพุทธในภาคใต้ โดยเดิมเป็นวัดร้าง เรียกกันว่าวัดโคกเสม็ดชุน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ ประมาณ 1 กิโลเมตร ทางการได้จัดขึ้นทะเบียนผนวกไว้กับที่ดินราชพัสดุ ต่อมาในสมัยที่ทางรถไฟย้ายจากสถานีชุมทางอู่ตะเภา มาตั้งที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ พระอุปัชฌาย์ปาน วัดคลองเรียน ได้เห็นความลำบากของพระเณรที่เดินทางโดยสารรถไฟมาลงที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ในเวลามืดค่ำแล้วไม่มีที่พักใกล้ๆ จึงเดินทางไปพบกับเจ้าคณะจังหวัดสงขลา เพื่อขอความกรุณาให้ช่วยเหลือ แยกที่ดินวัดร้างออกมายกฐานะเป็นวัดจนสำเร็จ

หลวงพ่อปาน ได้ชักชวนชาวบ้านใกล้เคียง มาเพื่อปรับที่และสร้างศาลาให้เสร็จในวันเดียวพออาศัยอยู่ได้ เพราะความพร้อมเพรียงของชาวบ้าน ก็ทำได้สมความปรารถนา จากนั้นได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมา จนเปลี่ยนชื่อจากวัดโคกเสม็ดชุน เป็นวัดโคกสมานคุณ

ในปี พ.ศ. 2520 วัดถวายพระพรกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสองพระองค์ เสด็จฯ มาทรงยกช่อฟ้า ผ่านทางสำนักพระราชวัง และมีหมายกำหนดการว่าจะเสด็จฯ มาในวันที่ 21 ก.ย. 2520 โดยจังหวัดได้เพิ่มการพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน ณ สนามกีฬากลางอำเภอหาดใหญ่ หลังจากที่ทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถแล้ว แต่ปรากฏว่าสนามกีฬากลางกำหนดการแข่งขันกีฬาเขต ไม่สามารถเลื่อนได้จึงแจ้งไปทางสำนักราชวังว่าไม่พร้อม

การเลื่อนหมายกำหนดการ ทางวัดไม่ได้รับการแจ้งข่าว จนกระทั่งรู้ในภายหลัง จึงมีการเดินทางไปสำนักราชเลขาที่ทักษิณนิเวศน์ และได้รับคำแนะนำให้เขียนคำถวายพระพรใหม่จะนำไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชรัตนดิลก เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ ในขณะนั้น ได้เขียนคำถวายพระพร ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร โปรดเสด็จฯ ยกช่อฟ้า ในระยะที่ทูลเชิญ ได้มีศุภนิมิตรมธุมักขิกา มาจับทำรวงรังอยู่ที่หน้าบัน ถึงสามรวงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แล้วจึงเขียนเป็นคำร้อยกรองประกอบด้วย โดยได้รับทราบภายหลังว่าเมื่อทรงอ่านแล้ว ทรงยิ้มมีพระราชดำรัสว่า ... เขาเชิญแผลงๆ แต่ซึ้งดี...ไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสองพระองค์ เสด็จฯ มาทรงยกช่อฟ้าเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2520 พระองค์ทรงปฏิสันถารอยู่ในพระอุโบสถเป็นเวลา 45 นาที เมื่อจะเสด็จฯ ออกจากพระอุโบสถ ได้ทรงถวายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 25,000 บาท เวลาทรงประเคนใบปวารณาได้มีพระราชดำรัสว่า บำรุงวัดหลวง

การรับมอบทองคำบริจาคครั้งนี้ จึงเป็นอีกครั้งที่ชาวภาคใต้จะร่วมแรงศรัทธาร่วมกัน

ทั้งหมด เป็นกำหนดการเดือนสุดท้ายของมหากุศลครั้งใหญ่ ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่คนไทยทั้งประเทศจะร่วมนำทองคำไปหุ้มยอดสูงสุดของพระมหาโพธิเจดีย์ ณ สถานที่แห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นพระกุศล แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชันษา 100 ปี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท