ราษฎรศาสตร์
สุดสัปดาห์ก่อนนี้แม้ว่าจะเป็นช่วงหยุดยาวอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา แต่มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนทำงานอยู่ก็ยังมีการสอนในระดับปริญญาโทที่เรียกว่าการสัมมนาเข้ม
สุดสัปดาห์ก่อนนี้แม้ว่าจะเป็นช่วงหยุดยาวอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา แต่มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนทำงานอยู่ก็ยังมีการสอนในระดับปริญญาโทที่เรียกว่าการสัมมนาเข้ม คือ ให้นักศึกษามาฟื้นฟูความรู้และฝึกทำรายงานเพื่อให้คุ้นกับการค้นคว้าและวิจัย อันเป็นรากฐานด้านพฤตินิสัยของการศึกษาในระดับสูงนี้ แล้วผู้เขียนก็เจอดีเข้าจนได้
นักศึกษาคนหนึ่งไม่ได้มาร่วมสัมมนา แต่ได้ฝากจดหมายให้ผู้เขียนแจ้งว่าจะขอยุติบทบาทการเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท ตอนแรกก็นึกว่านักศึกษาคนนี้น่าจะมีอะไรที่ไม่ปกติ เพราะถ้อยคำสำนวนดูเป็นปรัชญาลึกซึ้ง จะออกในเชิงวิชาการก็หาไม่ มีลักษณะของการรำพึงรำพันที่ “ฟุ้งๆ” อย่างไรชอบกล แต่ครั้นได้ถามเพื่อนร่วมห้องที่รู้จักกับนักศึกษาคนนี้ ต่างก็ให้การไปในทางเดียวกันว่า ก็เป็นคนปกติๆ และเป็นคนเรียนเก่งด้วย
ถ้อยคำที่แกรำพึงรำพันมาพอสรุปเป็นภาษาที่เรียบร้อยได้ว่า แกเรียนรัฐศาสตร์มาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ในตอนนั้นก็คิดเหมือนกับคนอื่นๆ ว่า เรียนให้จบๆ ไปเพื่อปรับวุฒิและความก้าวหน้าในอาชีพ (นักศึกษาคนนี้รับราชการในท้องถิ่นแห่งหนึ่ง) แต่ครั้นเรียนไปๆ ก็รู้สึกว่าวิชานี้ (รัฐศาสตร์) น่าจะช่วยแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ จึงมุ่งมั่นเรียนมาถึงปริญญาโท โดยหวังว่ายิ่งมีความรู้สูงก็จะยิ่งช่วยชาติบ้านเมืองได้มาก แต่เมื่อมาเรียนปริญญาโทแล้วก็เพิ่งมารู้ว่าวิชารัฐศาสตร์ที่เรียนมาตั้งแต่ปริญญาตรีนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
แกให้เหตุผลว่า วิชารัฐศาสตร์ที่แกเรียนมามีแต่จะส่งเสริม “ความเป็นปัจเจก” ซึ่งตามความเข้าใจของแกนั้นก็คือ ทำให้คนเห็นแก่ตัวหรือมองแต่ประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ โดยเฉพาะเรียนไปเพื่อเลื่อนเงินเดือนและเอาเปรียบคนอื่น (ที่ตนเองได้ลามาเรียนโดยทิ้งภาระการงานต่างๆ ให้เพื่อน) ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้ที่ได้มาก็ไม่สามารถแก้ปัญหา “เชิงโครงสร้าง” หรือเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีอะไรขึ้นได้ ซึ่ง “โครงสร้าง” ต่างๆ ในความหมายของแกก็คือ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย รัฐสภา พรรคการเมือง และระบบราชการ อันหมายถึงโครงสร้างทางการเมืองการปกครองทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นโกงกินของคนในส่วนโครงสร้างต่างๆ ที่แกเชื่อว่าน่าจะได้เรียนการเมืองการปกครองมาบ้าง แต่ทำไมจึงยังเป็นคนชั่วอยู่อย่างนั้น
ผู้เขียนกำลังจะตอบจดหมายของนักศึกษาคนนี้ (หลังจากที่มึนตึ้บอยู่หลายวัน) โดยจะขอใช้หน้าบทความนี้ประมวลความคิดในเบื้องแรก เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจบ้าง อย่างน้อยตลอดเวลาที่ผู้เขียนสอนหนังสือและทำงานการเมืองมาบ้าง ก็มักจะได้รับการถามอย่างเหน็บแนมมาโดยตลอดว่า เรียนรัฐศาสตร์ไปทำไม ไม่เห็นจะทำให้ประเทศไทยนี้ดีขึ้นเลย
ก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของวิชารัฐศาสตร์ว่าเป็นวิชาทางด้าน “สังคมศาสตร์” แขนงหนึ่ง ซึ่งโดยพื้นฐานก็มีความเข้าใจยากและค้นหาความจริงต่างๆ ได้ยากอยู่แล้ว เพราะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ “คน” โดยสังคมก็เกิดจากคนหลายๆ คนมารวมกัน ลำพังคนคนหนึ่งก็ค่อนข้างจะเข้าใจและศึกษาได้ยากอยู่แล้ว (เพราะมีองค์ประกอบเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ ความต้องการ ประสบการณ์ และบุคลิกภาพที่สลับซับซ้อนต่างๆ กัน) ยิ่งมารวมกันเป็นสังคมที่ก็แบ่งเป็นสังคมหลายระดับและหลายรูปแบบ ก็ยิ่งสลับซับซ้อนเป็นร้อยเท่าพันทวี ไม่ใช่เฉพาะวิชารัฐศาสตร์ที่ประสบกับปัญหาความยุ่งยากสับสนทำนองนี้ แต่ยังเกิดขึ้นกับวิชาด้านสังคมศาสตร์อื่นๆ เช่น นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์นั้นด้วย
ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายที่สุดว่ารัฐศาสตร์สอนอะไรหรือเพื่ออะไร ก็ต้องตอบว่า รัฐศาสตร์สอนให้รู้เรื่อง “การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีความเจริญก้าวหน้า” ดังนั้นวิชารัฐศาสตร์จึงมุ่งศึกษามาตั้งแต่โบราณร่วม 3,000 ปีแล้วว่า เราจะปกครองไปสู่ความสุขและความเจริญก้าวหน้าร่วมกันนั้นได้อย่างไร ซึ่งก็ต้องเริ่มต้นจากการหาผู้ปกครองที่ดี หรือถ้าจะให้คนทั้งหลายปกครองให้ดีได้เหมือนๆ กัน ระบบการปกครองนั้นควรจะมีโครงสร้างหรือกระบวนการเช่นไร เช่น ในยุคแรกๆ เชื่อว่าต้องบังคับควบคุมและใช้อำนาจเด็ดขาด แต่ในสมัยใหม่ก็จะเน้นเสรีภาพ การมีส่วนร่วม ความยุติธรรม และความเสมอภาค เป็นต้น
ดังนั้น คนที่เรียนรัฐศาสตร์ต้องเริ่มจาก “ความเชื่อ” ซึ่งก็คือการเชื่อว่าจะต้องมี “ระบบการปกครองที่ดีและผู้ปกครองที่ดี” (เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเริ่มจากความเชื่อที่ว่า “ธรรมชาติทุกอย่างเรียนรู้ได้และแก้ไขปรับเปลี่ยนหรือสร้างขึ้นได้”) และด้วยความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดนักคิด นักปราชญ์ และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย และยังคงทำให้วิชารัฐศาสตร์นี้มีความสำคัญ ที่คนทั้งหลายยังต้องให้ความสนใจและค้นคว้าเรียนรู้
ด้วยความเชื่อที่อยากได้หรืออยากเห็นบ้านเมืองที่ดีขึ้น ผู้คนมีความสุข และประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า จึงเป็นที่มาของการเกิดขึ้นซึ่งลัทธิความเชื่อต่างๆ ที่เราเรียกว่า “อุดมการณ์” หรือ “อุดมคติ” ที่แปลตามตัวว่า “ความเชื่อที่สูงส่งและดีงาม” ซึ่งปราชญ์และผู้นำหรือผู้ปกครองก็มีการนำเสนอและตีความกันไปต่างๆ นานา โดยปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นต้นว่า ความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้ง หรือสงคราม ก็เกิดขึ้นด้วย “ความเชื่อ” ที่แตกต่างกันนั้นเอง
ผู้เขียนอยากสรุปปัญหาของวิชารัฐศาสตร์ไว้ตรงนี้ว่า เป็นเพราะวิชานี้มุ่งศึกษาแต่ที่เกี่ยวกับ “รัฐ” หรือพื้นที่การปกครอง ตัวผู้ปกครอง และรูปแบบหรือโครงสร้างทางการปกครองเป็นหลัก ที่จริงการศึกษารัฐศาสตร์ควรจะให้ความสำคัญแก่คนที่อยู่ในรัฐหรือประชาชนผู้คนของประเทศนั้นเป็นสำคัญ อย่างที่ภาษาไทย (อาจจะออกแนวศักดินานิดๆ) เรียกว่า “ราษฎร” บางทีเราอาจจะต้องเปลี่ยนวิชานี้เป็น “วิชาราษฎรศาสตร์” แล้วมองการแก้ไขจากมุมของประชาชนเป็นหลัก
ยกตัวอย่างง่ายๆ เอาปัญหาการเมืองไทยที่กำลังชวนรำคาญที่สุดก็คือ รัฐบาลกำลังสับสนว่าจะเอากฎหมายหรือร่างพระราชบัญญัติใดมาพิจารณาก่อนหลังในคราวการประชุมสภาที่กำลังจะเปิดในสัปดาห์หน้านี้ ที่มีปัญหาอย่างนั้นก็เพราะรัฐบาลมองปัญหานี้แบบ “รัฐศาสตร์” คือ เอารัฐหรือตัวผู้ปกครอง ซึ่งก็คือรัฐบาลนั้นเป็นตัวตั้ง จึงมองเห็นแต่ประโยชน์ของรัฐนั้นมาก่อน ซึ่งก็คือความอยู่รอดและผลประโยชน์แอบแฝงต่างๆ หรือการช่วยเหลือพวกพ้องและคนบางคน
ถ้ารัฐบาลลองมองด้วยเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งในแนว “ราษฎรศาสตร์” ซึ่งก็ทำได้ง่ายๆ โดยการคืนอำนาจนั้นให้ประชาชน ที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญและจารีตการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็คือ “ยุบสภา” แล้วเอาประเด็นเหล่านี้ให้ประชาชนเขาตัดสินใจ
ดีกว่าพากันหนีราชการไปถามนักโทษคนเดียวนั้นเป็นไหนๆ


