
ปชป.ต้องมองไกล ใจกว้างต่อการเปลี่ยนแปลง
หลายคนที่ติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้คงอดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์ก้นกุฏิประชาธิปัตย์อย่าง “อลงกรณ์ พลบุตร”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
หลายคนที่ติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้คงอดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์ก้นกุฏิประชาธิปัตย์อย่าง “อลงกรณ์ พลบุตร” รองหัวหน้าพรรคดูแลรับผิดชอบภาคกลาง ซึ่งระยะหลังการออกมาขยับตัวแต่ละครั้งดูจะหลุดกรอบ แหกธรรมเนียมปฏิบัติของพรรคเก่าแก่ จนสร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนไปทั้งพรรค
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีเรียกร้องให้เกิดการยกเครื่องประชาธิปัตย์ เพื่อหนีจากวงจรความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง ซึ่งยังตีโจทย์ไม่แตกมาถึง 21 ปี และล่าสุดกับการแหกกรอบพรรคออกมาเตรียมเสนอแนวคิดเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่สุดท้ายต้องยอมจำนนกับมติพรรค ม้วนเสื่อเก็บร่างกฎหมายนิรโทษกรรม
“อลงกรณ์” ในวันนี้ซึ่งสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลุยถนนการเมืองมา 22 ปี และมีแผนในใจแล้วว่าอีกกี่ปีจะเกษียณอายุตัวเอง เปิดใจถึงภารกิจ “ปฏิรูปพรรค” ที่ตั้งใจว่าจะต้องทำให้ประชาธิปัตย์กลับมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนก่อนวางมือทางการเมืองให้ได้ แม้รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง
“ความจริงผมอยู่เฉยๆ ก็ได้ ทำงานอย่างที่เป็นอยู่ เป็นรองหัวหน้าพรรคภาคกลาง เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับสูง รอการเปลี่ยนแปลงกลับมาเป็นรัฐบาล ก็มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี อยู่แบบขอนลอยน้ำ หรือแม้จะเป็นฝ่ายค้านอีก 1020 ปีก็ยังเป็น สส.อีกต่อไป แต่ผมเห็นว่าวันเวลามีค่าสำหรับประเทศและสำหรับคนที่รักประชาธิปัตย์ เราอาจจะเสี่ยงตัวเองในการนำเสนอความแตกต่าง แต่ถ้าเราไม่เสนอใครจะเสนอ
...แต่พรรคให้ผมมามากกว่าที่ผมให้พรรค สิ่งที่ผมจะทำให้ช่วงท้ายของชีวิตทางการเมืองของผมคือการปฏิรูปพรรค สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประชาธิปัตย์กลับมายิ่งใหญ่เป็นหลักของบ้านเมือง เป็นพรรคจรรโลงระบอบประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง”
อลงกรณ์ ชี้แจงว่า แนวคิดปฏิรูปพรรคเกิดขึ้นทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง และเหมือนไฟไหม้ฟาง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยช่วงปีกว่าที่ผ่านมาพรรคได้พูดเรื่องนี้หลายครั้ง มีการประชุมเป็นการเฉพาะที่ จ.พิษณุโลก มีการจ้างมืออาชีพทำการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน จะต้องปฏิรูปอะไรบ้าง หลังจากนั้นเราก็ปฏิรูปไปบ้าง แต่ไม่เพียงพอ จนได้ข้อสรุปว่าต้องปฏิรูปใหญ่ แบบองค์รวมที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยและทุกคนต้องช่วยกันผลักดันปฏิรูป 3 ด้าน โครงสร้าง การบริหารจัดการ วัฒนธรรมองค์กรและบุคลากร
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนขณะนี้คือ การนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกับข้อเสนอจากสมาชิกคนอื่นๆ และคาดว่าอีกประมาณไม่เกิน 2 สัปดาห์ น่าจะได้ข้อยุติ หากยังไม่สมบูรณ์ก็ปรับปรุงให้เป็นไปตามกรอบแนวทางที่วางไว้ หากสมบูรณ์ก็เสนอเข้าที่ประชุมตามลำดับ คือนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส.พรรค
โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรถึงจะกลับมาเอาชนะการเลือกตั้ง ซึ่งตลอด 21 ปีที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ เราจะอยู่แบบเดิมๆ ต่อไปไม่ได้ เพราะจะทำให้ประเทศเสียโอกาส ระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องรักษาระบบถ่วงดุล ตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เสียงข้างมากใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล แต่ถ้าหากเราไม่เข้มแข็งเพียงพอ ระบบเช็กแอนด์บาลานซ์ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สุดก็จะเสียดุล หมายถึงการเสียประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
“ผมมีแนวคิดข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปพรรค ซึ่งความจริงก็ช้าไปด้วยซ้ำ เราปล่อยเวลาผ่านมา 21 ปี เราก็อยู่กันอย่างนี้ คิดกันเองแก้กันเอง พยายามแล้วพยายามอีกก็ยังไม่สำเร็จ จนบางครั้งเราก็ออกนอกแนวที่เราเคยเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา บางครั้งเราก็ต้องยอมด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่บังคับไม่สามารถให้เรายืนอยู่บนหลักการที่เราเชื่อมั่นได้ 100%
...บทเรียนหลังสุดที่เกิดขึ้นในปี 2551 ที่ส่งผลให้เราได้เป็นรัฐบาล ผมถือว่าเป็นการจ่ายราคาแพงมากในเวลาต่อมา ไม่ว่าเราจะถูกกล่าวหาว่าอิงแอบเผด็จการ หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต ในยามที่เราเป็นรัฐบาล สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสั่นคลอนเกียรติภูมิของพรรค ในขณะที่ผมเป็นรองหัวหน้าพรรค ผมต้องทำอะไรบางอย่าง เพราะมันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่เราจะต้องต่อสู้และฟื้นฟูพรรค และต้องเสนอแนวทางฟื้นฟูพรรค ซึ่งผมได้เสนอแนวทางปฏิรูปพรรค ซึ่งแตกต่างจากวิถีทางเดิมๆ แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงเราจะกลับมาเข้มแข็งได้อย่างไร สิ่งที่หัวหน้าพรรคในอดีตเคยพูดไว้ว่าเราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา เราต้องดำเนินวิถีทางดังกล่าวอย่างเคร่งครัด”
อลงกรณ์ อธิบายว่า สิ่งที่จำเป็นต้องปรับปรุงในพรรคคือการปฏิรูปวัฒนธรรมสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีวัฒนธรรมเดิมฝังรากลึกเอาไว้ ทำให้พฤติกรรมของคนในองค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะมีความหลากหลายแตกต่าง แต่ไม่ง่ายต่อการพลิกตัว มีแต่แนวทางปฏิรูปเท่านั้นที่จะทำให้เกิดการยกเครื่องทั้งวิธีคิดวิธีทำงาน รวมถึงบริหารจัดการ และโครงสร้างต่างๆ
ประเด็นเรื่องการตอบโต้รายวัน อลงกรณ์ เห็นว่า หากเป็นรูปแบบการทำงานการเมืองเมื่อ 20 ปีก่อนอาจจะประสบความสำเร็จ เพราะประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารไม่มาก ส่วนใหญ่ฟัง สส.พูดจาปราศรัย แต่ทุกวันนี้มีสื่อมวลชน มีอินเทอร์เน็ต สิ่งที่เราพูดคิดดำเนินการในอดีตอาจไม่มีประสิทธิภาพอย่างทุกวันนี้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในเชิงคุณภาพมากขึ้น และเปิดพรรคกว้างมากขึ้น สร้างแนวร่วมมากขึ้น ลดการตอบโต้รายวันลง วันนี้สังคมต้องการคุณภาพของความเห็นมากกว่าการตอบโต้ไปมา เพราะประชาชนมีข้อมูลเปรียบเทียบในการใช้ดุลยพินิจมากกว่า
ประชาธิปัตย์ต้องทำงานที่เป็นรูปธรรมให้เห็นเป็นตัวอย่างมากขึ้น เช่น วันนี้รัฐบาลมีปัญหาจำนำข้าว คำถามคือหากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะทำอย่างไร ใช้นโยบายประกันเพียงอย่างเดียวเหมือนเดิม หรือจะพัฒนานโยบายดังกล่าวให้เป็นทางเลือกที่ดีกว่า เราก็ยังตอบไม่ได้ ผ่านมาสองปีของรัฐบาลชุดนี้ไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งจะมีการยุบสภา เพราะการบริหารจัดการยังไม่มีการปรับปรุงองค์กรให้สนับสนุนงานดังกล่าวได้
ทั้งนี้ สิ่งที่จะเห็นหลังจากการปฏิรูป คือ การพิจารณาจุดยืน และแนวทางของพรรค จะมีความรอบคอบ มีการรับฟังความเห็นจากหลายฝ่ายมากขึ้น การบริหารจัดการแบบใหม่เปิดกว้าง มีข้อมูลครบถ้วน มีระบบการสนับสนุน การตัดสินใจ ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นแค่ตัวบุคคล คณะบุคคล ที่ยังขาดความรอบด้าน กระบวนการดำเนินการทางการเมือง เมื่อมีระบบสนับสนุนเชิงข้อมูลและการวิจัยจะทำให้การกำหนดท่าทีและการกำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนทางการเมือง ไปจนถึงการกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศมีความเป็นระบบมากขึ้น มีประสิทธิภาพในเชิงการเป็นนโยบายที่จะพัฒนาประเทศที่ดีขึ้น โดยหัวใจความสำเร็จจะอยู่ที่หัวหน้าพรรค ที่จะเป็นผู้นำทางการเปลี่ยนแปลง ผู้นำการปฏิรูป นำพรรคไปสู่ยุคใหม่
ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนในพรรคที่ห่วงว่าการปฏิรูปครั้งนี้อาจทำให้ประชาธิปัตย์ต้องเสียจุดยืนไปเดินตามคู่แข่ง เสนอนโยบายประชานิยมเพื่อหวังชนะเลือกตั้งนั้น ถือเป็นความคิดที่ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง เพราะการปฏิรูปพรรคจะทำให้พรรคสร้างนโยบายบนความยั่งยืนเพื่อแข่งขันกับนโยบายประชานิยมแบบสุดกู่ของพรรคเพื่อไทย โดยจะจัดตั้ง “สำนักวิจัยพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์” ซึ่งพรรคไม่มีในปัจจุบัน
“ผมคิดว่าเราต้องมองไกลใจกว้างต่อการเปลี่ยนแปลง อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง อย่ามองแค่รั้วบ้านตัวเอง ต้องมองไปถึงการปฏิรูปประเทศว่าในระบบสองพรรค สองขั้วการเมืองใหญ่ ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็เป็นรัฐบาลที่จะต้องบริหารประเทศ ดังนั้น การปฏิรูปประชาธิปัตย์จะนำไปสู่การกลับมาชนะใจประชาชนอีกครั้งด้วยคุณภาพของนโยบายที่ดี การบริหารจัดการที่ดี
...เราต้องคิดเก่งทำเก่งกว่าพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์จึงจะชนะการเลือกตั้ง อย่าไปคิดส้มหล่น อย่าไปคิดหวังอำนาจอย่างอื่น ไม่เช่นนั้นถึงแม้เราจะชนะได้เป็นรัฐบาลประเทศก็ไม่มีสันติสุข ในมุมกลับกัน เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ก็จะต้องไม่ใช้อำนาจในการบริหารอย่างฉ้อฉล เพราะในที่สุดประชาชนก็จะไม่ให้การสนับสนุน ควรใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและมาแข่งขันเชิงคุณภาพ ประเทศนี้ก็จะเกิดคุณภาพ ก็จะกลับมาสู่ความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง”







