posttoday
สหรัฐฉาว ปล่อยแบงก์ถลุงสินค้าโภคภัณฑ์

สหรัฐฉาว ปล่อยแบงก์ถลุงสินค้าโภคภัณฑ์

26 กรกฎาคม 2556

กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีเมื่อทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมทบทวนคำสั่งเก่าตั้งแต่ปี 2546 ที่ไฟเขียวให้ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการลงทุน

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีเมื่อทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมทบทวนคำสั่งเก่าตั้งแต่ปี 2546 ที่ไฟเขียวให้ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการลงทุน และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั้งหลาย สามารถทำการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมัน ก๊าซ เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง ซึ่งล้วนเป็นส่วนประกอบหรือวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ทั่วโลก

ในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ เจ้าหน้าที่เฟดก็มีคิวจะต้องขึ้นให้การต่อคณะกรรมาธิการดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้าของสภาคองเกรสสหรัฐอีกด้วย หลังจากที่มีการร้องเรียนเข้ามาว่าการดำเนินการซื้อขายในตลาดโภคภัณฑ์ของแบงก์ขนาดใหญ่ที่ดำเนินไปพร้อมๆ กับการให้บริการด้านการเงิน การลงทุน กำลังทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐสูญเสียประโยชน์จากราคาที่ไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันก็ยังเป็นอันตรายต่อระบบการเงินของประเทศ

เหตุที่ทำให้เฟดและทางการของสหรัฐต้องรีบลุกขึ้นมาล้างบางปัญหาเหล่านี้โดยเร็วนั้น เป็นเพราะว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร เจพี มอร์แกน เชส ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ และธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ ได้อาศัยประโยชน์จากกฎดังกล่าวในการเข้าไปปั่นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงกว่าความเป็นจริงเพื่อสร้างผลกำไรให้กับธนาคารมาหลายปีติดต่อกันแล้ว

เรื่องราวอื้อฉาวดังกล่าวนี้ไม่ใช่คำกล่าวหาที่เลื่อนลอย เพราะเมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตกระป๋องเครื่องดื่มรายใหญ่ในสหรัฐ ว่า ธนาคารและเจ้าของคลังสินค้าหลายรายรวมหัวกันจำกัดปริมาณการปล่อยอะลูมิเนียมออกสู่ตลาด เพื่อกดดันให้ราคาขายในตลาดสูงขึ้น โดยสร้างความเสียหายให้กับผู้ซื้อในตลาดทั่วโลกมากถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9 หมื่นล้านบาท) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังของสหรัฐก็ยังออกมาแฉซ้ำอีกว่า ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ มีส่วนสำคัญในการปั่นราคาอะลูมิเนียมให้สูงขึ้นเช่นกัน ด้วยการสั่งสต๊อกอะลูมิเนียมไว้ในคลังเก็บสินค้าที่เมืองดีทรอยต์ เพื่อหวังให้สินค้าดังกล่าวขาดตลาด

ขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นการหลบเลี่ยงข้อจำกัดและการตรวจสอบทางกฎหมาย ทางธนาคารชื่อดังก็ใช้วิธีหลบเลี่ยงด้วยการสลับสับเปลี่ยนอะลูมิเนียมที่มีอยู่ในคลังสินค้าไปยังคลังสินค้าอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ เป็นเจ้าของอยู่ เพื่อให้ดูเหมือนว่ามีการโยกย้ายสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

ขณะที่ล่าสุด ธนาคาร เจพี มอร์แกน เชส ก็ตกเป็นจำเลยจากการถูกกล่าวหาว่าได้ทำการปั่นราคาค่าไฟฟ้าในรัฐแคลิฟอร์เนียให้สูงกว่าความเป็นจริง และคาดว่าอีกในไม่ช้านี้ก็อาจจะต้องถูกปรับเป็นเงินก้อนมหาศาล

ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารต่างๆ จะออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างแข็งขัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐต่างแสวงหาประโยชน์และทำผลกำไรซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ข้อมูลจากบริษัทด้านการวิเคราะห์ข้อมูลคอเลียชัน ระบุว่า 10 ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในวอลสตรีทมีรายได้จากการซื้อขายในตลาดโภคภัณฑ์มากถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.8 แสนล้านบาท) ในปีที่แล้ว ซึ่งแบงก์ที่ทำกำไรจากการซื้อขายดังกล่าวมากที่สุดคือ โกลด์แมน แซคส์ ตามมาด้วย ธนาคาร เจพี มอร์แกน เชส

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลจากบลูมเบิร์กก็ระบุว่า ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐได้เข้าไปมีบทบาทในการครอบงำการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มากพอสมควร โดยปัจจุบันธนาคารโกลด์แมน แซคส์ มีทรัพย์สินที่อยู่ในรูปสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ที่ประมาณ 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.31 แสนล้านบาท) ขณะที่ มอร์แกน สแตนเลย์ อยู่ที่ 6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2 แสนล้านบาท) และเจพี มอร์แกน อยู่ที่ 1.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.29 แสนล้านบาท)

เหตุผลต่อมาที่เฟดจะต้องรีบจัดการก็คือ ผลจากการที่กลไกการตรวจสอบควบคุมการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตและบริบทภาคการเงินปกติทั่วไปที่ยังคงอ่อนแอและไม่สามารถดูแลจัดการได้ทั่วถึง ได้ทำให้หลายภาคส่วนในสหรัฐออกมาเรียกร้องให้มีการแบ่งแยกการดำเนินกิจการในด้านการเงินกับการซื้อขายในตลาดโภคภัณฑ์ของธนาคาร ให้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดเสียที

เนื่องจากการปล่อยให้ธนาคารเข้าไปยุ่งเกี่ยวและพัวพันกับการซื้อขายในตลาดโภคภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงในด้านความผันผวนของราคาที่สูงมากเกินไป อาจกลายเป็นต้นเหตุให้นำไปสู่การล่มสลายของภาคการเงินและการธนาคารของสหรัฐได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาโภคภัณฑ์ เช่น ทอง หรือน้ำมัน ที่มีความผันผวนสูงมากในระยะ 45 ปีหลังที่ผ่านมา

“การกำกับดูแลที่อยู่นอกเหนือจากบริบทด้านการให้บริการการเงินทั่วไปมีข้อจำกัดอยู่ และปัจจุบันแม้แต่ภาคการเงินทั่วไปก็ยังไม่สามารถบริหารความเสี่ยงที่มาจากภาคการเงินได้ทั้งหมด ดังนั้น การจะไปดูแลด้านความเสี่ยงที่มาจากด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จึงทำได้ยาก” ซัวเล โอมาโรวา ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลนา กล่าว

สอดรับกับทรรศนะของ โจชัว รอสเนอร์ นักวิเคราะห์ด้านธนาคารของบริษัท แกรมฟิชเชอร์ แอนด์ โค ที่กล่าวว่า ขณะนี้ทางการสหรัฐเริ่มหันมาตระหนักแล้วว่ากฎการปล่อยให้ภาคธนาคารซื้อขายสินค้าในตลาดโภคภัณฑ์ได้ไม่ใช่สิ่งที่สมเหตุสมผลแล้ว และกำลังเป็นอันตรายต่อภาคการเงินอีกด้วย

เหตุผลประการที่สามก็คือ การเข้ามาเก็งกำไรและปั่นราคาของบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ดังกล่าว ถือเป็นการฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปัจจุบันที่อ่อนแออยู่แล้วให้ยิ่งอ่อนแอลงไปกว่าเดิมอีก เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนการผลิตสินค้าหลายชนิดที่พุ่งสูงขึ้น ได้ไปทำให้อำนาจการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนชาวสหรัฐต้องลดลง

เฟดจึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะหยุดการปล่อยให้ธนาคารยักษ์ใหญ่สามารถดำเนินการซื้อขายในตลาดโภคภัณฑ์ได้เสียที เพราะมิเช่นนั้นอาจทำให้เป้าหมายการผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศต้องเลื่อนลอยออกไป

“แม้ว่าเฟดจะออกนโยบายคิวอีออกมา แต่เงินที่อัดฉีดเหล่านั้นส่วนหนึ่งก็ถูกภาคธนาคารนำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก แต่เป็นการเพิ่มค่าครองชีพประชาชนแทน” บทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจของเว็บไซต์อีคอนแมทเตอร์ ระบุ

เหตุผลสุดท้ายคือ เฟด รวมถึงทางการสหรัฐอาจจะกำลังหันมาตระหนักมากขึ้นว่า การปล่อยให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศถูกปั่นต่อไปนั้นไม่เพียงจะส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในอย่างเดียว แต่ยังส่งผลไปทั่วทั้งโลกอีกด้วย ซึ่งนั่นอาจเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือและบทบาทของสหรัฐในระดับโลกทางอ้อมลงอีกด้วย

เนื่องจากถึงแม้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายเหล่านี้จะเป็นราคาตลาดในสหรัฐก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นราคาที่ตลาดทั่วโลกใช้อ้างอิงถึงในการทำการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็นราคาทองคำซื้อขายล่วงหน้าในตลาดโคเม็กซ์หรือราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส

ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เฟดและทางการสหรัฐจะต้องลุกขึ้นมาปัดเป่าและรีบจัดการกับปัญหาเหล่านี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปมากกว่านี้ และอาจส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลกได้ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ธุระของสหรัฐเพียงชาติเดียวเสียแล้ว

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล