posttoday
มองการบริหารการศึกษาและเศรษฐกิจบริหารสหราชอาณาจักร แล้วปรับยุทธศาสตร์ไทย

มองการบริหารการศึกษาและเศรษฐกิจบริหารสหราชอาณาจักร แล้วปรับยุทธศาสตร์ไทย

25 กรกฎาคม 2556

หากท่านใดคาดหวังว่าการมาเรียนต่อยังประเทศสหราชอาณาจักรจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก และมีเพื่อนชาวตะวันตกแล้วละก็ อาจจะพบกับความผิดหวังเอาได้ง่ายๆ เนื่องจากในปัจจุบันผู้คนในประเทศสหราชอาณาจักรประกอบไปด้วยคนจากภูมิภาคเอเชียที่อพยพเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยเป็นเวลานาน หรือนักเรียนต่างชาติที่มาจากกลุ่มประเทศในเอเชียจำนวนมหาศาล

หากท่านใดคาดหวังว่าการมาเรียนต่อยังประเทศสหราชอาณาจักรจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก และมีเพื่อนชาวตะวันตกแล้วละก็ อาจจะพบกับความผิดหวังเอาได้ง่ายๆ เนื่องจากในปัจจุบันผู้คนในประเทศสหราชอาณาจักรประกอบไปด้วยคนจากภูมิภาคเอเชียที่อพยพเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยเป็นเวลานาน หรือนักเรียนต่างชาติที่มาจากกลุ่มประเทศในเอเชียจำนวนมหาศาล

นักเรียนชาวต่างชาติส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนมากที่สุด โดยบางสาขาวิชาอาจมีมากกว่านักเรียนชาวอังกฤษเสียอีก เช่น โรงเรียนสอนธุรกิจ นอกจากนี้ชาวจีนไต้หวัน จีนฮ่องกง จีนสิงคโปร์ จีนมาเลย์ รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งสะท้อนสัดส่วนจำนวนประชากรเชื้อสายจีนในโลกได้ไม่น้อย ส่วนที่มีมากอีกกลุ่มคือนักเรียนเชื้อสายอินเดีย (รวมไปถึงอาจารย์ชาวอินเดีย) ซึ่งก็เข้าใจได้ง่ายในแง่ประวัติศาสตร์อาณานิคมของสองประเทศ เช่นเดียวกับกลุ่มชาวอาหรับที่มีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะในคณะวิชาสายวิทยาศาสตร์ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นนักเรียนจากแอฟริกา แต่ที่น่าสนใจ คือ นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวยุโรปที่สามารถชิงทุนเพื่อมาเรียนในกลุ่มประเทศยุโรปได้

ประเด็นสำคัญและเป็นข้อถกเถียงทางสังคมอังกฤษ คือ รัฐบาลและประชาชนเจ้าบ้านรู้สึกอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้ รวมถึงการเข้ามาทำงานของกลุ่มผู้อพยพที่มาจากต่างประเทศ รวมถึงการกำหนดนโยบายมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ และมีพรรคซึ่งมีนโยบายกีดกันผู้อพยพขึ้นมาขายแผนการทวงคืนเอกราชและงานคืนจากแรงงานต่างด้าว แต่เอาเข้าจริงๆ คนที่ทำงานคลุกคลีกับนักเรียนต่างชาติ หรือเป็นนายจ้างของแรงงานต่างด้าว ก็รู้อยู่แก่ใจว่าพลังของคนต่างด้าวเหล่านี้คือแรงผลักดันเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรอย่างแท้จริง

ธุรกิจบริการต่อเนื่องจากภาคการศึกษา เช่น การจัดการหอพัก อาหาร เครื่องดื่ม ขนส่ง โทรคมนาคม ฯลฯ ก็มารองรับแรงงานที่ต้องสูญเสียงานจากการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่อุตสาหกรรมหนักต้องปิดตัวลง โดยมีภาคบริการมารองรับแทน โดยอาจจะเป็นแรงงานกลุ่มเดียวกัน หรือที่เห็นแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงมากกว่า คือ สตรีและเด็กรุ่นใหม่ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านงานบริการหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือภาษาต่างชาติ จะมีโอกาสได้งานมากขึ้น ซึ่งก็เป็นที่มาของนโยบายพรรคการเมืองที่จะไม่ให้สวัสดิการแบบกินเปล่าอีก แต่จะให้คนรุ่นใหม่มาทำสัญญาว่าจะเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยเพื่อหางานทำจึงจะได้งาน เพราะแต่เดิมมีกรณีการพยายามหาคู่และตั้งครรภ์มีบุตรเพื่อจะได้รับสวัสดิการต่างๆ รวมถึงที่อยู่อาศัยโดยไม่ต้องทำงาน กาลต่างๆ ต้องเปลี่ยนไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่เปลี่ยนไปด้วย

ดังนั้น สหราชอาณาจักรจึงต้องพยายามทุกวิถีทางในการดึงดูดคนจากทั่วทุกมุมโลกให้มาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของตนให้ได้ ภาพลักษณ์ที่จะดึงดูดผู้คนที่ไม่เคยมาทดลองเรียนดูก่อนก็คือ การเน้นสร้างอันดับและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยโดยการผลิตผลงานวิชาการรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่หนังสือ ตำรา บทความ วิจัย ฯลฯ เพื่อยึดพื้นที่แผงหนังสือ ห้องสมุด และไต่อันดับมหาวิทยาลัยโลก ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงจัดระบบการทำงานภายในให้อาจารย์และนักวิจัยผลิตผลงานวิชาการมากกว่าการสอน (ภาระชั่วโมงสอนที่น้อยมาก และเวลาที่ให้นักศึกษาปรึกษาก็จำกัดอีกด้วย)

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยยังสามารถส่งอาจารย์ นักวิจัย ไปดำเนินโครงการวิจัยในต่างแดนหรือกับคนต่างชาติ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาในนามของการวิจัย และรวบรวมข้อมูลต่างๆ กลับมา นอกจากนี้ยังมีการให้ทุนหรือการรับนักศึกษา นักวิจัยแลกเปลี่ยนเข้ามาผลิตผลงานวิชาการ หรือคลุกคลีกันจนสามารถดูดข้อมูลมารวมไว้ในฐานข้อมูล ปัจจุบันนักศึกษาทั่วสหราชอาณาจักรต้องส่งงานเขียนใดๆ ก็แล้วแต่เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบว่าลอกเลียนแบบมาหรือไม่ แต่อีกนัยหนึ่งก็คือการส่งข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นไปรวมศูนย์ไว้ในฐานข้อมูล

มหาวิทยาลัยจึงสร้าง “ภาพลักษณ์” (Image) ชื่อเสียงอันดับ (Reputation) มาก่อนคุณภาพและการทุ่มเทในการสอน (Quality) เพราะมั่นใจว่านักศึกษาจะไม่เปิดโปงความจริงในที่สว่าง เพราะหากบอกไปตรงๆ ว่าคุณภาพไม่ดี ตนก็จะเสียภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาจากการลงทุนไปเรียนเมืองนอกมาด้วย เรื่องนี้จึงเป็นทางเลือกที่เป็นข้อขัดแย้ง ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยมาก

ข้อได้เปรียบอีกประการ คือ การเป็นผู้มีอำนาจในการจัดอันดับ สร้างเกณฑ์ในการวัดว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ ในโลกจะอยู่ในอันดับใด เพราะผู้ออกกฎย่อมสะท้อนเป้าหมายและผลประโยชน์ของผู้ออกเสมอ ดังนั้นสหราชอาณาจักรที่เป็นเจ้าของสำนักจัดอันดับชื่อดังก็คือผู้คุมเกม และสามารถปรับเกณฑ์กติกาเพื่อฉีกหนีมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในโลก ให้เหมาะกับเงื่อนไขของตนได้เสมอ

มหาวิทยาลัยชายขอบโลกทุนนิยมทั่วโลกที่กำลังแข่งขันกันไต่เต้าการจัดอันดับโลก จึงกลายเป็นผู้ตาม โดยที่ผู้เขียนไม่แน่ใจว่ามหาวิทยาลัยรู้ตัวหรือไม่ว่าอยู่ในการแข่งขันที่ไม่อาจมีวันชนะได้อย่างง่ายดาย ด้วยพื้นฐานของเงื่อนไขทางสังคมที่แตกต่างกัน และตนก็ไม่ใช่ผู้ออกกฎ หรือผู้คุมกฎ

มหาวิทยาลัยนอกระบบภาษาอังกฤษ (สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา) จะทำอย่างไร จะเดินตาม หรือจะฉีกไปสร้างแนวทางและจุดเด่น จุดขายของตนเอง เพราะตามทฤษฎีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (Competitive Advantage) ผู้แข่งขันควรหาจุดเด่นจุดต่างที่ตนมีแต่ผู้อื่นไม่มีมาเป็นจุดขาย เพราะไม่มีใครสู้ได้ และตนก็จะครองชัยชนะ

เมื่อลองสำรวจความสามารถในการแข่งขันของมหาวิทยาลัยไทย จะพบว่าข้อเด่น/ด้อย ดังนี้

จุดเด่น สถานที่ บรรยากาศ สภาพแวดล้อมน่าอยู่ ค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนถูกกว่า รวมถึงงบประมาณในการลงพื้นที่วิจัยต่างๆ ก็ไม่แพงนัก และมีสนามจริงให้เลือกทำวิจัยหลากหลายประเด็นมาก ทั้งชนบท/เมือง เกษตร/อุตสาหกรรม ภาวะเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม รวมไปถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีและโลกา ภิวัตน์ ชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ท้องถิ่น เพศภาวะ ฯลฯ

จุดอ่อน – นักวิชาการภาระงานสอนเยอะมาก และงบวิจัยน้อย ผลิตผลงานวิชาการน้อย และไม่มีแรงจูงใจในการผลิตผลงานหนังสือ นักวิชาการ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์ ข้อมูล และการเจาะกลุ่มลูกค้าทางตรง (ในอนาคตอันใกล้นักศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียน) ยังไม่มีประสิทธิผล

ข้อเสนอแนะ เพิ่มจำนวนนักวิชาการทั้งอาจารย์และนักวิจัยประจำ หรือจัดจ้างพิเศษ หรือแลกเปลี่ยน ลดภาระงานสอน เพิ่มงบวิจัย เพิ่มเวลาและแรงจูงใจในการผลิตผลงานวิชาการ การทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้เฉพาะเจาะจงและสอดคล้องกับวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมาย และสร้างหลักสูตรที่เปิดกว้างให้กับภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะภาษาที่ไม่ใช่อังกฤษ เช่น บาฮาซา พม่า ขแมร์ เวียต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท