
สับกสท.โบราณเต่าล้านปี
เหตุอ้างฉาย‘ฮอร์โมน’ขัดจริยธรรมเอ็นจีโอชี้หนังมีประโยชน์/สะท้อนสังคม
เหตุอ้างฉาย‘ฮอร์โมน’ขัดจริยธรรมเอ็นจีโอชี้หนังมีประโยชน์/สะท้อนสังคม
เอ็นจีโอ ซัด กสท.หัวโบราณไม่เข้าใจสังคม เหตุเตรียมเรียกจีเอ็มเอ็มชี้แจงกรณีเผยแพร่ฮอร์โมน
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล คัดค้านการทำหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กรณีที่เตรียมเรียกบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ในฐานะผู้เผยแพร่ซีรีส์วัยรุ่นดัง “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” เข้าชี้แจง เพราะทำผิดมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ด้านความไม่เหมาะสมเชิงคุณธรรมและจริยธรรม
นายจะเด็จ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่ กสท.ไม่เข้าใจและเท่าทันสังคม และยังหัวโบราณเต่าล้านปีไม่ยอมรับความจริง เนื่องจากซีรีส์เรื่องฮอร์โมนเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก เนื้อหาสะท้อนความเป็นจริงอย่างมีศิลปะ ซึ่งจะทำให้ผู้ชมทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานเข้าใจปัญหาด้านเพศที่เกิดขึ้น
“ตอนมีละครเรื่องแรงเงาซึ่งตบกันอย่างน่าเกลียด กสท.กลับไม่ทำอะไร พอเรื่องนี้ซึ่งเป็นละครที่มีประโยชน์ กลับกลัวขึ้นมา ผมไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ กสท.ครั้งนี้” นายจะเด็จ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา กสท. โดย พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กสท. ด้านกำกับผังและเนื้อหารายการ ระบุว่า เตรียมเชิญบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เข้าชี้แจงในวันที่ 5 ส.ค.นี้ เพื่อหารือร่วมกันด้านของกระบวนการคิด การนำเสนอ เนื้อหา ตลอดจนการคัดสรรละครเรื่องนี้ออกเผยแพร่
พล.ท.พีระพงษ์ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้เข้าตรวจสอบเนื้อหาที่มีการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เบื้องต้นพบมีการนำเสนอเนื้อหาที่ชวนให้ผู้รับชมคิดและจินตนาการในทางที่ไม่ดีได้ เช่น ฉากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ยังสวมชุดนักเรียนอยู่ในสถานที่ห้องวิทยาศาสตร์ หรือห้องน้ำของโรงเรียน และฉากที่มีเด็กกำลังอยู่ในวัยเรียนไปยังคลินิกทำแท้งเถื่อน หรือไปซื้อยาคุมกำเนิดมาใช้เอง
พล.ท.พีระพงษ์ กล่าวอีกว่า การนำเสนอละครเรื่องฮอร์โมนฯ แม้จะไม่ได้มีการถ่ายทำฉากต่างๆ ให้เห็นภาพโดยตรง เช่น ในเรื่องของเพศสัมพันธ์ แต่ก็สามารถชวนให้จินตนาการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และยังมีเสียงจากผู้ชมวิพากษ์ว่าเรื่องที่นำเสนอต่างเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมของเด็กสมัยนี้
“แต่ในฐานะผู้ใหญ่ในสังคมจะต้องมาทบทวนว่ายอมรับได้หรือไม่ที่จะให้สังคมไทยเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นจริง และควรยอมรับให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ ท้ายสุดกระบวนการอาจจะจบเพียงแค่ตักเตือน ขอความร่วมมือปรับแก้เนื้อหา ไม่ต้องถึงขั้นลงโทษความผิดก็เป็นได้” พล.ท.พีระพงษ์ กล่าว
ด้านนายทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับฮอร์โมนฯ กล่าวว่า ตอนแรกกังวลมากเพราะสังคมไทยอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ แต่พอถึงจุดนี้รู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาทำแบบนี้บ้าง เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยการมีผู้ใหญ่มาบอกว่าดีหรือไม่ดี แต่กลับไม่มีคำอธิบาย ดังนั้นอย่ามัวแต่กลัวว่าภาพแรงไปแล้วสังคมจะรับไม่ได้ประโยชน์ใดๆ
“การแก้ปัญหาไม่ใช่แบนหนังหรือห้ามคนทำสื่อไม่ให้เล่าคอนเทนต์ที่รุนแรง แต่ควรพัฒนาคนให้คิดได้เอง ยืนยันว่าผมคิดมาอย่างดีและรับผิดชอบสังคมดีที่สุดแล้ว” นายทรงยศ กล่าว







