
ต่างชาติหั่นเครดิต เศรษฐกิจจมน้ำ
เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ส่งผลให้ฟิทช์ เรทติ้ง หั่นเครดิตประเทศไทยเป็นมุมมองลบ แถมต่างชาติยังขายหุ้นสุทธิ 6,500 ล้าน เป็นอันดับ 1 ของเอเชียสวนทางภูมิภาค
เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. ส่งผลให้ฟิทช์ เรทติ้ง หั่นเครดิตประเทศไทยเป็นมุมมองลบ แถมต่างชาติยังขายหุ้นสุทธิ 6,500 ล้าน เป็นอันดับ 1 ของเอเชียสวนทางภูมิภาค
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ถือเป็นหน่วยงานวัดเครดิตระดับสากลคนแรก ที่ออกมาหั่นเครดิตประเทศไทย โดยประกาศทบทวนแนวโน้มอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวของประเทศไทยเป็นลบ จากเดิมอยู่แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ
ในทางเทคนิค ยังคงอันดับเครดิตที่ระดับ “เอลบ” แต่มีมุมมอง “ด้านลบ” ต่อเศรษฐกิจไทย สะท้อนว่า “ม็อบเสื้อแดง” ที่ลากการชุมนุมนานกว่า 1 เดือนออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของประเทศ
สิ่งที่กระทรวงการคลังพยายามประคับประคองมาตลอดเหมือนกับจะพังครืนลงมา นั่นคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอน!!!
ผลพวงของมุมมองเชิงลบดังกล่าว จะทำให้ต้นทุนในการกู้เงินของรัฐบาลและเอกชนเพิ่มสูงขึ้น
และล่าสุด ฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังได้ประกาศปรับลดเครดิตไทย ระลอกสอง ...แต่พุ่งเป้าไปยังบริษัทชั้นนำอย่าง บริษัท ปตท. โดยปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินในประเทศเป็นลบ จากที่มีเสถียรภาพและคงอันดับเครดิตไว้ที่ “เอลบ”
ฟิทช์ อ้างว่า เป็นผลพวงจากการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินในประเทศของไทยเป็นลบ ปตท.ก็เหมือน “เรือรบ” ทางเศรษฐกิจของไทย ที่จะออกมาหารายได้ในต่างประเทศ
การถูกทุบเครดิตเท่ากับการหย่อน “สมอเรือ” ด้านการลงทุน คงไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้ว หรือถ้าทำได้ก็ต้องจ่าย “ค่าผ่านทาง” ค่อนข้างสูง
หมายความว่าถ้า ปตท.จะระดมทุน เช่น ออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อหาต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ก็ต้องน้ำลายเหนียว
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า การที่บริษัทจัดอันดับทบทวนอันดับเครดิตของไทย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากรณีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบให้ต้นทุนการกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากการกู้เงินของรัฐบาลในช่วงก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เป็นแหล่งเงินกู้ในประเทศ
ขณะที่การกู้เงินจากต่างประเทศนั้นจะใช้เฉพาะโครงการลงทุนบางโครงการและเป็นการกู้ในระยะยาวเท่านั้น แต่ยอมรับว่าภาคเอกชนอาจมีต้นทุนการกู้เงินเพิ่มขึ้น
รมว.คลัง ยังเรียกร้องว่า ขอให้กลุ่มเสื้อแดงยุติการเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย พร้อมยอมรับข้อเสนอของรัฐบาลที่พร้อมประกาศยุบสภาในช่วงปลายปี 2553 เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นเวลาเหมาะสมเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศที่คลายความขัดแย้งภายในประเทศลง
แรงส่งด้านลบที่เห็นได้ชัดจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงคือตั้งแต่วันที่ 8-16 เม.ย.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 208 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,700 ล้านบาท ถือเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค เนื่องจากเป็นช่วงที่รัฐประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเกิดเหตุรุนแรงทางการเมือง
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย พบว่าต่างชาติขายสุทธิเพียง 4 ล้านเหรียญสหรัฐ และต่างชาติได้เข้าซื้อสุทธิใน 5 ประเทศ คือ เกาหลี ซื้อสุทธิ 1,825 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 6 หมี่นล้านบาท
ไต้หวัน ซื้อสุทธิ 920 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 2,900 ล้านบาท
อินเดีย ซื้อสุทธิ 360 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.16 หมื่นล้านบาท
เวียดนาม ซื้อสุทธิ 97 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,100 ล้านบาท
ส่วนฟิลิปปินส์ ซื้อสุทธิ 89 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,800 ล้านบาท
“หากการชุมนุมยืดเยื้อและรุนแรง จะกระทบกับตลาดหุ้นไทยมากและต่างชาติอาจยังขายหุ้นไทยเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย” นายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าว
ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตของไทยอย่าง ทริสเรทติ้ง เองก็หวั่นเกรงต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่แพ้กัน โดยนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ ทริสเรทติ้ง เชื่อว่าถ้าความรุนแรงทางการเมืองที่ยืดเยื้อต่อไปอาจทำให้แนวโน้มของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและสายการบินตกต่ำลง
“ทริสเรทติ้งจะติดตามตรวจสอบการดำเนินงานและผลประกอบการของลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และคาดหวังว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจะบริหารจัดการสภาพคล่องให้มีอย่างเพียงพอเพื่อประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงภาวะวิกฤตนี้ไปให้ได้” นายสันติ กล่าว
แน่นอนว่า หลังจากนี้เราจะเห็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม น่าจะถูกปรับลดเกรดลงอีก
ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เมี่อตัวเลขที่ภาคเอกชน 3 สถาบัน คือหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทยประเมินออกมาล่าสุดคือหากสถานการณ์ยืดเยื้อปิดแยกราชประสงค์นาน 1 เดือน เสียหายอย่างน้อย 3 หมื่นล้านบาท
หากยืดเยื้อถึง 3 เดือน ประเทศไทยอาจต้องพบกับว่าเสียหายถึง 7 หมื่น - 1 แสนล้านบาท
นั่นเท่ากับว่าหายนะมาเยือนคนไทยตาดำๆ ครั้งที่สองในรอบ 2 ปี ทั้งที่บ้านเมืองเพิ่งออกจากห้องไอซียูแท้ๆ
เครดิตของประเทศที่สูญเสียไปคงต้องอาศัยเวลาในการเยียวยา
แม้จะเลิกม็อบที่ราชประสงค์หรือรัฐบาลยุบสภาแล้ว ก็อย่าหวังว่าต่างชาติจะกลับมา นักท่องเที่ยวจะเข้ามา “แบบชั่วข้ามคืน” หรือแม้แต่จะหวังให้ฟิทช์ปรับขึ้นเครดิตไปที่เดิม ก็คงจะไม่ใช่ “ฉับพลันทันที”
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คืออย่าให้เครดิตประเทศไทยต้องล่มจมไปกว่านี้ก็แล้วกัน!!!







