
ยังคุกรุ่น
เมื่อวานนี้ มีรายงานเกิดระเบิดขึ้นที่พม่า หากดูเผินๆ ก็อาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งของกลุ่มติดอาวุธกับทหารซึ่งเป็นเรื่องปกติ ทว่าในครั้งนี้กลับต่างออกไป เพราะมีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องและดูจะเป็นปัญหาอันละเอียดอ่อนตามมาอีกยาว ในขณะที่พม่ากำลังเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่
เมื่อวานนี้ มีรายงานเกิดระเบิดขึ้นที่พม่า หากดูเผินๆ ก็อาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งของกลุ่มติดอาวุธกับทหารซึ่งเป็นเรื่องปกติ ทว่าในครั้งนี้กลับต่างออกไป เพราะมีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องและดูจะเป็นปัญหาอันละเอียดอ่อนตามมาอีกยาว ในขณะที่พม่ากำลังเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่
เหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 3 ทุ่มคืนวันอาทิตย์ ในเมืองมัณฑะเลย์ โดยมีการวางระเบิดขนาดเล็กติดอยู่ใต้ท้องรถในบริเวณที่จอดรถใกล้กับที่ประกอบพิธีทางศาสนาที่มีพระ “วีระธุ” เข้าร่วมอยู่ด้วย
พระวีระธุเพิ่งเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก จากการขึ้นปกนิตยสารไทม์ภายใต้หัวเรื่องว่า “โฉมหน้าชาวพุทธผู้สร้างความหวาดกลัว” ในฐานะบินลาเดนแห่งพม่าที่เป็นผู้นำการต่อต้านชาวมุสลิมและชาวโรฮิงยาในพม่า
พระสงฆ์พม่ารูปนี้ เคยถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีก่อน ฐานปลุกปั่นให้ประชาชนร่วมกันบอยคอตธุรกิจของชาวมุสลิมในพม่า และล่าสุดก็กำลังเดินหน้าผลักดันกฎหมายควบคุมการแต่งงาน ไม่ให้หญิงชาวพุทธสมรสกับชายชาวมุสลิม โดยอ้างว่าการสมรสกับภรรยาได้ 4 คนนั้น จะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนประชากรมุสลิมจนขึ้นมาเป็นคนส่วนใหญ่ในพม่า แม้ว่าขณะนี้จะมีสัดส่วนอยู่เพียง 4% เท่านั้น
พาดหัวของไทม์ในครั้งนั้น อาจนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการใช้คำว่า “หัวรุนแรง” กับกลุ่มอื่นนอกเหนือจากชาวมุสลิม จากที่เคยเห็นคำว่า Radical Muslims ตามข่าว ก็ได้กลายมาเป็น Radical Buddhist Monk กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่แทบหรืออาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในศาสนาพุทธ
แม้จะยังไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบจากเหตุในครั้งนี้ ซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บไป 5 คน ในจำนวนนี้เป็นพระสงฆ์ 2 รูป ทว่าพระวีระธุก็ได้กล่าวหาแล้วว่าเป็นฝีมือของมุสลิมหัวรุนแรง โดยเชื่อว่าเป็นคำขู่ครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยทำไปแล้วครั้งแรกผ่านทางนิตยสารไทม์
ไม่ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้จะเป็นฝีมือของใคร แต่ความขัดแย้งทางศาสนาในพม่าอาจเป็นเรื่องที่ไม่จบลงง่ายๆ แม้ว่าความขัดแย้งตลอดปีที่ผ่านมาจะทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากถึงกว่า 237 คน และมีผู้ต้องไร้บ้านถึงกว่า 1.5 แสนคน ก็ตาม







