
มาร์คเลือกสลายม็อบ แทนยุบสภา
8...ทีมข่าวการเมือง
“
ทางเลือก” กับเส้นทางการเมืองบน “เก้าอี้” นายกรัฐมนตรี ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ 1 ปี 8 เดือน แทบจะเหลือ “ตัวเลือก”ไม่กี่ทาง ด้วยสภาพที่ต้องเผชิญกับสารพัด “เงื่อนไข” และ “เส้นตาย” ที่มีเข้ามาเพิ่มทุกนาทียิ่งภายหลังเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. จนมีผู้เสียชีวิต 25 คน และบาดเจ็บกว่า 800 คน จนถูก
“เสื้อแดง” ตีตราให้เป็น รัฐบาลมือเปื้อนเลือด พร้อมยื่นเงื่อนไขให้ “ยุบสภา” ทันทีเพื่อแสดงความรับผิดชอบซ้ำเติมด้วย
“เส้นตาย” 7 วัน ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ออกมาจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณราชประสงค์ มิฉะนั้นจะออกมาจัดการด้วยตัวเอง จนทำให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปด้วยความกดดันเพิ่มมากขึ้นยังไม่นับรวมกับแรงบีบคั้นอื่นๆ จากหลายภาคส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับ
“โรดแมป” ยุบสภาภายใน 9 เดือน ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เคยโยนไว้เป็นตุ๊กตาสมัยเปิดโต๊ะเจรจากับกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมกับเสนอตัวเลือกเส้นทางยุบสภาภายใน 36 เดือนขึ้นมาประกบนับดูคร่าวๆ ทางเลือกที่เหลืออยู่สำหรับนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงเหมือนจะเหลือเพียงแค่ 3 ทาง คือ 1.ยุบสภา เพื่อยุติความขัดแย้ง แลกกับการสลายตัวของกลุ่มคนเสื้อแดง 2.ลาออกจากตำแหน่ง หาคนอื่นขึ้นมาทำหน้าที่นายกฯ ระบายความตึงเครียด และ 3.อยู่ในตำแหน่งต่อไป
กับทางเลือกแรก
“ยุบสภา” เรียกว่าเกือบจะปิดประตูตาย เหลือไว้แต่เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะแรงหนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ออกมาประสานเสียงไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาในช่วงเวลานี้ทั้ง ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เห็นว่า ถ้าลาออกหรือยุบสภาตอนนี้ พรรคถือว่าไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ควรดำเนินการต่อไป หากยุบสภาไปแล้วเลือกตั้งใหม่ แล้วมายุบพรรคกันอีก จะมีประโยชน์อะไร ตั้งพรรคมาเท่าไหร่ก็ยุบไปหมด แล้วจะมีประโยชน์อะไร
พร้อมกับออกมายืนยันจุดยืนเดิม คือ
“แก้รัฐธรรมนูญ” ก่อนค่อยยุบสภา ดังนั้นตราบใดที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังดึงเกมการแก้รัฐธรรมนูญไว้ พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังไม่อาจตัดใจ “สละเรือ” กระโดดไปสู่สนามเลือกตั้งในกติกาเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขขณะที่
“แรงหนุน” จากภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมทั้ง “เสื้อหลากสี” และ “ภาคเอกชน” บางส่วนที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนรัฐบาลบริหารงานต่อ ก็เป็นหนึ่งใน “ข้ออ้าง” ให้รัฐบาลนำมายืนยันอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อีกระยะหนึ่งจึงไม่น่าแปลกใจกับท่าทีของนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ปฏิเสธการ
“ยุบสภา” ในเงื่อนไขที่ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งให้หมดไป รวมถึงต้องมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะถึงจะเป็นไปอย่างปกติและผลการเลือกตั้งจะต้องเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งในกรณีการพิจารณาแจก ใบเหลือง ใบแดง ในการทุจริตการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วยประเด็นสำคัญ หาก
“การยุบสภา” ในจังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำไปกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีแต่เสียกับเสียในการเลือกตั้งรอบใหม่ ถึงขั้นอาจะต้องปิดประตูรอเป็นฝ่ายค้านถาวรทั้งการถูกหยิบไปเป็นประเด็นโจมตีในการหาเสียง กับข้อมูลที่เถียงกันแบบไม่รู้จบ ดังนั้นการกุมอำนาจรัฐเพื่อตั้งกรรมการพิจารณาหาข้อสรุปเพื่อ
“คลี่คลาย” ความสงสัย น่าจะเป็นทางออกที่ดี สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ กับการ “ฟอกตัว” ผ่านผลสอบที่จะออกมา แม้กลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ยอมรับก็ตามทางเลือกที่สอง กับการลาออกของ
“อภิสิทธิ์” ตามเสียงเรียกร้องจากพรรคร่วม พร้อมเสนอทางเลือกอย่าง ชวน หลีกภัย และ กรณ์ จาติกวณิช มารับช่วงประคองสถานการณ์ ลดแรงเสียดทาน แต่สุดท้ายกลับ “จุดไม่ติด” ถูกปฏิเสธโดยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่รวมกับ
“ข้อเสนอ” ต่างๆ การโยนหินถามทางของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการเตรียมขอพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงลงมาคลี่ลายสถานการณ์ แต่สุดท้ายกลับถูก “ปฏิเสธ” และโจมตีกลับว่าเป็นเรื่องไม่บังควร กับการดึงสถานบันลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ประตูแนวทางนี้จึงไม่น่าเกิดขึ้น เว้นแต่ทหารจะบีบให้อภิสิทธิ์ลาออกเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติทางเลือกสุดท้าย คือ การอยู่ในตำแหน่งต่อไป แม้ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ทว่าจาก
“สัญญาณ” ที่ผ่านมาดูเหมือนรัฐบาลจะตัดสินใจเลือกทางนี้ไปแล้ว ทว่าหากรัฐบาลจะอยู่รักษาสถานะต่อไป “เงื่อนไข” สำคัญคือ การจัดการสลายการชุมนุมรักษาการบังคับใช้กฎหมายเมื่อช่องทางการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน 2 รอบจบลงไปแบบไร้ข้อสรุปร่วมกัน ขณะที่กลุ่มต่างๆ ที่พยายามเดินสายพบปะแกนนำกลุ่ม นปช. เพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาร่วมกันกลับถูกปฏิเสธ ด้วยจุดยืนให้ต้องการยุบสภา
ขณะที่รัฐบาลหากจะเลือกอยู่ในตำแหน่งต่อไปโดยหลีกเลี่ยงการสลายการชุมนุมย่อมทำไม่ได้ เพราะลำพังจะหวังให้
“เสื้อแดง” อ่อนแรงและสลายตัวไปเองอย่างที่เคยทำ ผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่ได้ผล โดยเฉพาะกับพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงแห่งใหม่ใจกลางย่านเศรษฐกิจอย่างราชประสงค์ซึ่งนับวันมูลค่าความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเรื่อยจนจะก่อตัวเป็น
“แรงบีบ” จากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม จะย้อนกลับเที่ยวนี้จะกลายเป็น “แรงบีบ” ให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ในที่สุด หากไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ในเร็ววันงานนี้รัฐบาลจึงต้อง
“เสี่ยง” เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่สามารถปล่อยให้ “เสื้อแดง” ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อได้อีกต่อไป โดยมีบทเรียนจากความ “สูญเสีย” ในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. คอยเตือนสติไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมช่วงระยะเวลาไม่ถึง 7 วันนับจากนี้ จึงจะเป็นอีกหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของ
“รัฐบาล” กับการเรียกศรัทธากลับคืนมา พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารราชการ บังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย เมื่อตัดสินใจยืนยันว่าจะทำหน้าที่รัฐบาลต่อไปดังจะเห็นสัญญาณเอาจริงของรัฐบาล หลังการปรับทัพดัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้ามาเป็นหัวเรือฝ่ายปฏิบัติการ ทั้งการประกาศของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ประกาศบล็อกพื้นที่ห้ามกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าถนนสีลม พร้อมไฟเขียวให้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธได้
ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงเอง แม้จะอ่อนล้าจากการชุมนุมที่ทอดยาวมาเป็นเดือน จนมวลชนร่อยหรอไปมากหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ จนเป็นข้อจำกัดสำคัญไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้มาก ทำได้เพียงแค่รักษาฐาน สร้างด่านป้องกันตัวเอง ด้วยไม้เหลาแหลม จัดวางกำลังสกัดใน 6 จุดสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกสลายการชุมนุมที่พร้อมจะเกิดได้ทุกเมื่อ
สุดท้าย...ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ทั้งหมดล้วนแต่เป็นผลมาจาก
“เส้นทาง” ที่รัฐบาลประเมินแล้ว เลือกแล้ว และพร้อมจะ “เสี่ยง” เพื่อการเดินหน้ารักษาสถานะความเป็นรัฐบาลต่อไป






