posttoday
มาร์คเลือกสลายม็อบ แทนยุบสภา

มาร์คเลือกสลายม็อบ แทนยุบสภา

21 เมษายน 2553

8...ทีมข่าวการเมือง

“ทางเลือก” กับเส้นทางการเมืองบน “เก้าอี้” นายกรัฐมนตรี ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ 1 ปี 8 เดือน แทบจะเหลือ “ตัวเลือก”ไม่กี่ทาง ด้วยสภาพที่ต้องเผชิญกับสารพัด “เงื่อนไข” และ “เส้นตาย” ที่มีเข้ามาเพิ่มทุกนาที

ยิ่งภายหลังเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. จนมีผู้เสียชีวิต 25 คน และบาดเจ็บกว่า 800 คน จนถูก “เสื้อแดง” ตีตราให้เป็น รัฐบาลมือเปื้อนเลือด พร้อมยื่นเงื่อนไขให้ “ยุบสภา” ทันทีเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ซ้ำเติมด้วย “เส้นตาย” 7 วัน ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ออกมาจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณราชประสงค์ มิฉะนั้นจะออกมาจัดการด้วยตัวเอง จนทำให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปด้วยความกดดันเพิ่มมากขึ้น

ยังไม่นับรวมกับแรงบีบคั้นอื่นๆ จากหลายภาคส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับ “โรดแมป” ยุบสภาภายใน 9 เดือน ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เคยโยนไว้เป็นตุ๊กตาสมัยเปิดโต๊ะเจรจากับกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมกับเสนอตัวเลือกเส้นทางยุบสภาภายใน 36 เดือนขึ้นมาประกบ

นับดูคร่าวๆ ทางเลือกที่เหลืออยู่สำหรับนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงเหมือนจะเหลือเพียงแค่ 3 ทาง คือ 1.ยุบสภา เพื่อยุติความขัดแย้ง แลกกับการสลายตัวของกลุ่มคนเสื้อแดง 2.ลาออกจากตำแหน่ง หาคนอื่นขึ้นมาทำหน้าที่นายกฯ ระบายความตึงเครียด และ 3.อยู่ในตำแหน่งต่อไป

กับทางเลือกแรก “ยุบสภา” เรียกว่าเกือบจะปิดประตูตาย เหลือไว้แต่เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะแรงหนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ออกมาประสานเสียงไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาในช่วงเวลานี้

ทั้ง ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เห็นว่า ถ้าลาออกหรือยุบสภาตอนนี้ พรรคถือว่าไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ควรดำเนินการต่อไป หากยุบสภาไปแล้วเลือกตั้งใหม่ แล้วมายุบพรรคกันอีก จะมีประโยชน์อะไร ตั้งพรรคมาเท่าไหร่ก็ยุบไปหมด แล้วจะมีประโยชน์อะไร

พร้อมกับออกมายืนยันจุดยืนเดิม คือ “แก้รัฐธรรมนูญ” ก่อนค่อยยุบสภา ดังนั้นตราบใดที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังดึงเกมการแก้รัฐธรรมนูญไว้ พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังไม่อาจตัดใจ “สละเรือ” กระโดดไปสู่สนามเลือกตั้งในกติกาเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ขณะที่ “แรงหนุน” จากภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมทั้ง “เสื้อหลากสี” และ “ภาคเอกชน” บางส่วนที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนรัฐบาลบริหารงานต่อ ก็เป็นหนึ่งใน “ข้ออ้าง” ให้รัฐบาลนำมายืนยันอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

จึงไม่น่าแปลกใจกับท่าทีของนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ปฏิเสธการ “ยุบสภา” ในเงื่อนไขที่ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งให้หมดไป รวมถึงต้องมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะถึงจะเป็นไปอย่างปกติและผลการเลือกตั้งจะต้องเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งในกรณีการพิจารณาแจก ใบเหลือง ใบแดง ในการทุจริตการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

ประเด็นสำคัญ หาก “การยุบสภา” ในจังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำไปกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีแต่เสียกับเสียในการเลือกตั้งรอบใหม่ ถึงขั้นอาจะต้องปิดประตูรอเป็นฝ่ายค้านถาวร

ทั้งการถูกหยิบไปเป็นประเด็นโจมตีในการหาเสียง กับข้อมูลที่เถียงกันแบบไม่รู้จบ ดังนั้นการกุมอำนาจรัฐเพื่อตั้งกรรมการพิจารณาหาข้อสรุปเพื่อ “คลี่คลาย” ความสงสัย น่าจะเป็นทางออกที่ดี สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ กับการ “ฟอกตัว” ผ่านผลสอบที่จะออกมา แม้กลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ยอมรับก็ตาม

ทางเลือกที่สอง กับการลาออกของ “อภิสิทธิ์” ตามเสียงเรียกร้องจากพรรคร่วม พร้อมเสนอทางเลือกอย่าง ชวน หลีกภัย และ กรณ์ จาติกวณิช มารับช่วงประคองสถานการณ์ ลดแรงเสียดทาน แต่สุดท้ายกลับ “จุดไม่ติด” ถูกปฏิเสธโดยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ยังไม่รวมกับ “ข้อเสนอ” ต่างๆ การโยนหินถามทางของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการเตรียมขอพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงลงมาคลี่ลายสถานการณ์ แต่สุดท้ายกลับถูก “ปฏิเสธ” และโจมตีกลับว่าเป็นเรื่องไม่บังควร กับการดึงสถานบันลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ประตูแนวทางนี้จึงไม่น่าเกิดขึ้น เว้นแต่ทหารจะบีบให้อภิสิทธิ์ลาออกเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ทางเลือกสุดท้าย คือ การอยู่ในตำแหน่งต่อไป แม้ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ทว่าจาก “สัญญาณ” ที่ผ่านมาดูเหมือนรัฐบาลจะตัดสินใจเลือกทางนี้ไปแล้ว ทว่าหากรัฐบาลจะอยู่รักษาสถานะต่อไป “เงื่อนไข” สำคัญคือ การจัดการสลายการชุมนุมรักษาการบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อช่องทางการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน 2 รอบจบลงไปแบบไร้ข้อสรุปร่วมกัน ขณะที่กลุ่มต่างๆ ที่พยายามเดินสายพบปะแกนนำกลุ่ม นปช. เพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาร่วมกันกลับถูกปฏิเสธ ด้วยจุดยืนให้ต้องการยุบสภา

ขณะที่รัฐบาลหากจะเลือกอยู่ในตำแหน่งต่อไปโดยหลีกเลี่ยงการสลายการชุมนุมย่อมทำไม่ได้ เพราะลำพังจะหวังให้ “เสื้อแดง” อ่อนแรงและสลายตัวไปเองอย่างที่เคยทำ ผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่ได้ผล โดยเฉพาะกับพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงแห่งใหม่ใจกลางย่านเศรษฐกิจอย่างราชประสงค์

ซึ่งนับวันมูลค่าความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเรื่อยจนจะก่อตัวเป็น “แรงบีบ” จากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม จะย้อนกลับเที่ยวนี้จะกลายเป็น “แรงบีบ” ให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ในที่สุด หากไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ในเร็ววัน

งานนี้รัฐบาลจึงต้อง “เสี่ยง” เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่สามารถปล่อยให้ “เสื้อแดง” ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อได้อีกต่อไป โดยมีบทเรียนจากความ “สูญเสีย” ในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. คอยเตือนสติไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม

ช่วงระยะเวลาไม่ถึง 7 วันนับจากนี้ จึงจะเป็นอีกหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของ “รัฐบาล” กับการเรียกศรัทธากลับคืนมา พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารราชการ บังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย เมื่อตัดสินใจยืนยันว่าจะทำหน้าที่รัฐบาลต่อไป

ดังจะเห็นสัญญาณเอาจริงของรัฐบาล หลังการปรับทัพดัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้ามาเป็นหัวเรือฝ่ายปฏิบัติการ ทั้งการประกาศของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ประกาศบล็อกพื้นที่ห้ามกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าถนนสีลม พร้อมไฟเขียวให้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธได้

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงเอง แม้จะอ่อนล้าจากการชุมนุมที่ทอดยาวมาเป็นเดือน จนมวลชนร่อยหรอไปมากหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ จนเป็นข้อจำกัดสำคัญไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้มาก ทำได้เพียงแค่รักษาฐาน สร้างด่านป้องกันตัวเอง ด้วยไม้เหลาแหลม จัดวางกำลังสกัดใน 6 จุดสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกสลายการชุมนุมที่พร้อมจะเกิดได้ทุกเมื่อ

สุดท้าย...ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ทั้งหมดล้วนแต่เป็นผลมาจาก “เส้นทาง” ที่รัฐบาลประเมินแล้ว เลือกแล้ว และพร้อมจะ “เสี่ยง” เพื่อการเดินหน้ารักษาสถานะความเป็นรัฐบาลต่อไป

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง