posttoday
จีนลุยปฏิรูปการเงินปูทางการเติบโตยั่งยืน

จีนลุยปฏิรูปการเงินปูทางการเติบโตยั่งยืน

22 กรกฎาคม 2556

ตอบสนองต่อคำเตือนได้รวดเร็วจนสร้างความประหลาดใจระคนประทับใจให้กับนักวิเคราะห์หลายสำนักและนักลงทุนทั่วโลกไม่น้อย

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ตอบสนองต่อคำเตือนได้รวดเร็วจนสร้างความประหลาดใจระคนประทับใจให้กับนักวิเคราะห์หลายสำนักและนักลงทุนทั่วโลกไม่น้อย เพราะเพียงไม่นานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนว่า แดนมังกรต้องเร่งปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ก่อนที่การชะลอตัวครั้งนี้จะกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้จีนสะดุดของจริง ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ออกแถลงการณ์ยกเลิกการควบคุมอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมและให้ธนาคารพาณิชย์กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันเอง

นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐกิจส่วนใหญ่แสดงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การผ่อนกฎและให้ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยกันเองครั้งนี้ คือสัญญาณบ่งชี้เจตนาที่ชัดเจนอย่างมากที่สุด ในความพยายามของรัฐบาลจีนภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่จะลงมือปฏิรูประบบการเงินของประเทศ ปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพการเติบโตของจีนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ไม่กี่สัปดาห์หลังคำเตือนจากไอเอ็มเอฟ และไม่กี่วันหลังสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) เปิดเผยตัวเลขจีดีพีช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่ขยายตัวลดลงอยู่ที่ 7.5% จาก 7.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ธนาคารกลางจีนได้ประกาศผ่อนคลายกฎควบคุมอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมและให้อิสระธนาคารพาณิชย์ในการสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมได้เองตามความเหมาะสม

เป้าหมายสำคัญเพื่อลดต้นทุนการเงินสำหรับธุรกิจต่างๆ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาวของจีน รวมถึงเพื่อการช่วยส่งเสริมอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่กำลังแสดงสัญญาณชะลอตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลายไตรมาสในห้วงระยะเวลานี้

ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันที่แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกซึ่งยังคงซบเซา ยืนยันได้จากตัวเลขการนำเข้า ส่งออก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ซีพีไอ) รวมถึงดัชนีภาคการผลิตอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ที่ปรับลดอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่หมดข้อกังขาใดๆ กับความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางจีนในครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายในจีนสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมได้ไม่ต่ำกว่า 70% ของอัตราที่ธนาคารกลางจีนกำหนด ซึ่งอยู่ที่ 6% หรือราว 4.2% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารห้ามต่ำกว่า 110% ของธนาคารกลาง ซึ่งอยู่ที่ 3% หรือราว 3.3%

ผลลัพธ์คือ บรรดาธนาคารน้อยใหญ่สัญชาติจีนทั้งหลายสามารถรับประกันได้ว่าทุกๆ หนี้ที่เซ็นอนุมัติไป ธนาคารจะมีผลกำไรเบื้องต้นตกหนี้ละ 0.9% ซึ่งนับเป็นผลดีที่ช่วยให้สถานะของผู้ให้ยืมอย่างธนาคารมีหลักประกันที่มั่นคงแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นผ่านรอยเตอร์ส ว่า การกระทำข้างต้นไม่ส่งผลดีต่อการขยับขยายธุรกิจซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคของประชาชนในประเทศอีกทอดหนึ่งแม้แต่น้อย เพราะธนาคารจะเลือกควักเงินให้ยืมเฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งโดยมากมักมีสายสัมพันธ์กับภาครัฐเป็นหลัก

ผลลัพธ์ทำให้มีการปล่อยกู้ที่มากเกินไปให้กับองค์กรขนาดใหญ่ของภาคธนาคาร ขณะเดียวกัน ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้มีการนำเงินที่กู้ได้ไปปล่อยกู้อีกทอดหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อต่อยอดทำกำไรเพิ่มเติม จนกลายเป็นการปล่อยกู้นอกระบบ ที่สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ประเมินคร่าวๆ ว่าเงินกู้นอกระบบของจีนมีสูงถึง 3.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 111 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ข้อมูลจากเอสแอนด์พียังระบุอีกว่า ปริมาณการปล่อยกู้ในลักษณะสินเชื่อของบริษัทขนาดใหญ่ในจีนเพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่าตัวในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ที่ 1.6 ล้านล้านหยวน (ราว 7.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า หากผู้ขอสินเชื่อจากบริษัทเหล่านี้เกิดผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา บริษัทขนาดใหญ่ก็จะไม่สามารถชำระหนี้ให้ธนาคารทั้งหลายของจีนได้เช่นกัน

เรียกได้ว่า สถานการณ์สินเชื่อจีนที่พอกพูนทับถมเหล่านี้ กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก รวมถึงไอเอ็มเอฟ เห็นเป็นปัจจัยสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว และย้ำเตือนจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เร่งดำเนินการปฏิรูป ควบคุมการปล่อยสินเชื่อ และปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยเป็นไปอย่างเสรีตามกลไกตลาด

ดังนั้น การประกาศผ่อนคลายการควบคุมอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมครั้งนี้จึงทำให้นักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักเศรษฐศาสตร์รู้สึกยินดีไม่น้อย แต่กระนั้นนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง รวมถึง หยูซ่ง นักเศรษฐศาสตร์จากโกลด์แมน แซคส์ ยังคงเห็นว่า ความพยายามของรัฐบาลและธนาคารกลางจีนในครั้งนี้มีผลในเชิงจิตวิทยาที่ทำให้ทั่วโลกเกิดความมั่นใจในตัวรัฐบาลจีนชุดใหม่มากกว่าผลต่ออัตราดอกเบี้ยกู้ยืมโดยตรง

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ คาร์ลอส เทจาดา และ ทอม ออร์ลิค นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจีนประจำหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล กลับเห็นตรงกันว่าการผ่อนคลายการควบคุมอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมครั้งนี้ อาจไม่ได้ช่วยให้การเติบโตของแดนมังกรดีขึ้นทันตาเห็น และอาจไม่ได้ส่งผลลัพธ์ตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดหวังไว้มากนัก

เหตุผลเพราะจีนยังต้องฝ่าด่านที่ยากที่สุดอย่างการเปิดให้ภาคธนาคารมีการแข่งขันมากขึ้น โดยรวมถึงการยกเลิกการควบคุมอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าจะช่วยให้ธนาคารจัดสรรแบ่งปันทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและระมัดระวังมากขึ้น ตลอดจนช่วยปรับพฤติกรรมของธนาคารไม่ให้ปล่อยกู้ไปกับการลงทุนที่เสียเปล่า

ด้าน พอล กรูเอนวอล์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส ในสิงคโปร์ ระบุว่า ปัจจัยที่ท้าทายรัฐบาลจีนอย่างมากอีกประการหนึ่งคือ การปฏิรูปเศรษฐกิจและจัดการลดจำนวนสินเชื่อที่มีจนล้นท่วมเศรษฐกิจในขณะนี้โดยไม่ส่งผลสั่นคลอนให้เกิดวิกฤตร้ายแรงอื่นใด

ทั้งนี้ แม้จะยังมีอุปสรรคมากมายที่จีนต้องเผชิญเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจของตนเอง แต่อย่างน้อยที่สุด ท่าทีในขณะนี้ของจีนคืออีกหนึ่งคำยืนกรานตอกย้ำล่าสุดที่บ่งชี้ว่าจีนตระหนักและจริงจังแน่นอนกับการลงมือปฏิบัติเพื่อปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบการเงินและเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท