"แม่น้องเกด"วอนอย่าล้างผิดผู้เหนี่ยวไก
เสียงจากญาติวีรชน วอนอย่าล้างผิด 'ผู้เหนี่ยวไก' เพียงให้'เขา'กลับประเทศ
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาก่อนเปิดสภาสมัยสามัญในเดือน ส.ค. คือ กรณีกลุ่มญาติวีรชนเมษาฯ-พฤษภาฯ เลือด ปี 2553 ผนึกทีมยก “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน” ขึ้นเอง เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทย ที่เปิดให้นิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือทหารที่พวกเขามองว่ามีส่วนในการทำให้กลุ่มเสื้อแดงเสียชีวิต รวมถึงไม่พอใจที่รัฐบาลพยายามเตะถ่วงเรื่องนี้มานานเกือบ 2 ปี
การเคลื่อนไหวของกลุ่มญาติดังกล่าวกำลังสั่นคลอนคู่ซี้ทฤษฎีการเมือง 2 ขา “รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)” เนื่องด้วยเนื้อหาในร่างระบุชัดไม่ล้างผิดทหาร อันเป็นแนวคิดที่สวนทางกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ ที่พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.มีมติสนับสนุนก่อนหน้านี้
พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ในฐานะแกนนำกลุ่มญาติมีโอกาสเปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” บอกเล่าสาเหตุที่กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตต้องลุกขึ้นมาขอมีส่วนลิขิตเส้นทางช่วยเหลือนักโทษการเมืองในเรือนจำ ในแบบฉบับการเสนอจากฟากฝั่งของผู้สูญเสีย
พะเยาว์ เล่าว่า สัญญาณความไม่ชอบมาพากลในการเคลื่อนไหวผลักดันร่าง พ.ร.บ.เกิดตั้งแต่ครั้งที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เสนอร่างกฎหมายปรองดองนิรโทษทุกฝ่ายเข้าสภา แต่เนื่องจากว่าถูกคัดค้านจากหลายด้าน กลุ่มญาติจึงไม่ได้ออกโรงต้านมากนัก จนในที่สุดมาถึงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับวรชัย ตามด้วยร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ ที่นำแนวคิดนิรโทษเหมาเข่งกลับมาอีกครั้ง จึงเริ่มชัดเจนว่าแนวทางการเคลื่อนไหวการนิรโทษกรรมของ นปช.และพรรคเพื่อไทยเป็นคนละเส้นทางกับกลุ่มญาติที่ต้องการช่วยเหลือนักโทษในเรือนจำ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเอาผิดทหารผู้เหนี่ยวไกด้วย
“ทุกร่าง พ.ร.บ.ทั้งปรองดองและนิรโทษ 6 ฉบับที่เสนอกันในสภามักอ้างเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิต แต่ไม่เคยผ่านการถามความเห็นจากทางญาติผู้ตายแม้แต่ฉบับเดียว จนมาถึงร่างคุณวรชัย จู่ๆ ก็ประกาศหนุนปุ๊บ โฟนอินปั๊บ ตอนแรกเราก็สนับสนุนด้วย แต่พ่อน้องเฌอ (พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาผู้เสียชีวิต) ก็ผิดสังเกต แล้วพอเรามาอ่านร่างตัวจริง หงายท้องเลย เพราะเนื้อหามันนิรโทษให้ประชาชนทุกสีก็จริง แต่มันดันรวมทั้งสีเขียว สีกากีเข้าไปด้วย เราก็บอกคุณทำแบบนี้ไม่ได้ คุณต้องแยกทหารออก เพราะเท่ากับไม่ให้ความเป็นธรรมกับพวกเรา”
ทั้งนี้ ต้นเหตุเชื้อไฟมาจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฉบับวรชัย ในมาตรา 3 ที่ระบุให้นิรโทษกรรม “บุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหมด”
โดยมาตรานี้กำหนดเงื่อนไขในวรรคสองเพียงว่า “การกระทำในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าว” ซึ่งเท่ากับเป็นโมเดลนิรโทษที่ไม่ครอบคลุมแกนนำ ผู้สั่งการเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่อาจได้สิทธินิรโทษด้วย โดยวรชัยยอมรับภายหลังว่า เนื้อหานิรโทษครอบคลุมเจ้าหน้าที่ทหารจริง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทางกลุ่มญาติขอความร่วมมือจากนักวิชาการกฎหมายร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีใจความสำคัญในมาตรา 4 อุดช่องโหว่ว่า “การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใดๆ
...หากการกระทำนั้นไม่สมควรแก่เหตุ และ/หรือเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมาย!”
“ก็เลยออกมาดิ้นกันอย่างที่เห็น” พะเยาว์เล่าถึงฟีดแบ็กหลังทางกลุ่มญาติตั้งโต๊ะแถลงเปิดร่าง พ.ร.บ. ทว่าอาการดิ้นที่ออกมา พะเยาว์บอกว่าเป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะคาดว่าแนวคิดเอาผิดทหารจะทำให้ขั้วกองทัพพรรคประชาธิปัตย์ออกมารุมต้าน แต่สถานการณ์พลิกกลับกลายเป็นกลุ่ม นปช. และ สส.พรรคเพื่อไทย ทั้งวรชัย ธิดา ถาวรเศรษฐ์ นพ.เหวง โตจิราการ ออกมาเป็นฝ่ายค้านเสียเอง
“ถามว่าคุณจะดิ้นทำไม ที่ถูกต้องควรจะเป็นกองทัพ เป็นอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) เป็นสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ไม่ใช่ นปช.ดิ้น เราแคลงใจนะว่าทำไมคุณมาดิ้นตรงนี้ มากล่าวหาว่าร่างของเราทำให้ร่างของเขาล่าช้า แต่ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า คุณแน่ใจเหรอว่าร่างของคุณจะไม่โดนค้าน เพราะนิรโทษมันต้องมาพร้อมความเป็นธรรม แต่คุณเชื่อในตัวร่างของคุณได้แค่ไหน”
ด้วยยุทธศาสตร์การเมือง 2 ขาที่โอนเอียงเข้าหาพรรคเพื่อไทยเกินไป ส่งผลให้ 3 ปีที่ผ่านมา ทิศทางการเคลื่อนไหวของ นปช.ถูกตั้งคำถามตลอดว่า เหตุใดจึงไร้มาตรการกดดันรัฐบาล ที่ปราศจากท่าทีเอาจริงในการช่วยเหลือนักโทษการเมือง และเร่งคดีผู้เสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุม 99 ศพ
พะเยาว์ระบายความอัดอั้นว่า “...ประชาชนได้รับผลกระทบเยอะ เยียวยาไม่ได้ คดีไม่คืบ ไม่ได้รับความสนใจ ขนาดรายชื่อ 2,000 กว่าคนที่เขาอ้างว่ามีอยู่ในมือ ทุกวันนี้ยังได้เยียวยาไม่ครบเลย ถึงได้บอกว่ารัฐบาลนี้ไม่คลี่คลายปัญหา ปล่อยเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ ประชาชนก็ยังอยู่ในเรือนจำ ทั้งที่ปล่อยเขาได้ตั้งแต่ปีแรกก็ทำได้ แต่ไม่ทำ พอรัฐบาลไม่ทำ ถามว่า นปช.ทำอะไร นปช.ก็ตั้งโต๊ะแถลงตรวจสอบการโกงเลือกตั้งผู้ว่าฯ สส.กรุงเทพฯ ถามว่านั่นมันหน้าที่ของ นปช.หรือ มันไม่ใช่! หน้าที่ของคุณคือต้องสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนที่คุณเรียกเขาให้มาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณ คนที่คุณเรียกเขาให้มาเลือกตั้งจนได้รัฐบาลนี้ขึ้นมา
...นปช.คุณต้องเริ่มยอมรับความจริงว่าตั้งแต่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล คุณได้ทำอะไรบ้างตามที่คุณบอก ผ่านมา 3 ปีคดีคนตายไม่คืบหน้า เงินเยียวยาไม่ได้ นักโทษการเมืองยังค้างในคุก คุณน่าจะรู้สึกตัวแล้วว่าคุณควรจะสร้างประโยชน์|ให้กับประชาชน เพราะเวลาคุณอัดข้อมูลใส่หัวประชาชน ให้ประชาชนมาเรียกร้องประชาธิปไตยที่จับได้ ต้องได้ แท้จริงแล้วมันต้องเป็นของประชาชนจริงๆ ดึงความรู้สึกจริงๆ ของประชาชนออกมาว่าเขาเดือดร้อนอะไร ไม่ใช่ให้เขาคลั่งอยู่กับอย่างใดอย่างหนึ่งที่คุณใส่หัว
...และบอกเลยว่าอย่าไปหวังอะไรมากกับตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย จริงๆ องค์กรนี้น่าเสียดาย ควรจะแยกออกมาจากพรรคการเมืองเป็นองค์กรที่เข้มแข็งจริงๆ เวลาที่รัฐบาลทำอะไรไม่ถูกต้อง นปช.ต้องเป็นปากเป็นเสียงว่า เฮ้ย! รัฐบาล คุณต้องหยุดนะ นี่มันไม่ใช่หลักการประชาธิปไตย นี่มันไม่ใช่หลักการที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน นปช.ต้องแย้งได้ แต่นี่ไม่ใช่ ตอนนี้กลายเป็นว่า นปช.กับรัฐบาลกลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด เขาสั่งมายังไงก็ต้องทำตามนั้น ไม่ได้เป็นที่พึ่งของประชาชนที่เขามาสู้เรื่องนี้ สุดท้ายคุณก็ไม่ต่างอะไรกับพันธมิตรฯ กับประชาธิปัตย์”
พะเยาว์บอกต่อว่า “...ถึงเขาจะเปรียบว่ารัฐบาลเป็นเรือ คนเสื้อแดงเป็นน้ำ ยังไงน้ำก็ต้องประคองเรือลำนี้ไปให้ถึงฝั่ง แต่บอกได้เลยว่า ไม่มีใครไปล่มเรือได้ เหมือนกับกลุ่มญาติออกมาถือกระดาษแค่ 4 แผ่น มาหาว่าเราไปสร้างเงื่อนไขในการล้มรัฐบาล บอกได้เลยว่าเรือลำนี้ไม่มีใครเขาล้มหรอก แต่ที่มันจะล่ม ไม่ใช่ล่มเพราะน้ำ แต่เป็นคนที่อาศัยอยู่ในเรือมันแทะเรือจนล่มเอง”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนเนื้อหาร่างตามมาตรา 4 ที่ไม่คุ้มครองทหารที่กระทำการเกินกว่าเหตุนั้นกำลังกลายเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่สร้างเงื่อนไขปัจจัยร้าวระหว่างกลุ่มญาติกับ นปช.และพรรคเพื่อไทย เพราะไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่สวนทางกับร่างวรชัยเท่านั้น แต่แนวคิดการเอาผิดทหารของร่างยังสวนทางกับยุทธศาสตร์ใน “คลิปลับ” จากฝั่งกลาโหมอันลือลั่นที่หลุดดีลสำคัญระหว่าง “กองทัพกับทักษิณ” จนหมดสิ้นว่า ร่างกฎหมายที่นำอดีตนายกฯ กลับประเทศไทยต้องได้สัญญาณไฟเขียวจากขั้วทหารก่อน
จึงเปรียบได้ว่าร่าง พ.ร.บ.ของกลุ่มญาติวีรชน กำลังตกอยู่ในสถานะเป็นเสี้ยนหนามแทงใจกองทัพ อันอาจเป็นอุปสรรคต่อการกลับบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรี
“ถามว่ามีอคติกับพวกทหารเยอะไหม บอกได้เลยว่าเต็มหัวใจ เขาเป็นผู้เหนี่ยวไก ยังไงเราจะไม่ปรองดองทหารแน่นอน” แม่ของเหยื่อกระสุนจริงกล่าวยืนยันความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
พะเยาว์บอกอีกว่า “ทหารเป็นตัวแปรสำคัญในกระบวนการยุติธรรมค้นหาความจริง ตามร่าง พ.ร.บ.ที่กลุ่มญาติยกร่าง เจ้าหน้าที่ทหารคนใดที่ไม่ทำเกินกว่าเหตุก็พ้นผิด แต่ถ้าเป็นผู้กระทำความผิดเกินกว่าเหตุหรือทำเกินคำสั่งก็ต้องได้รับโทษ ดังนั้น กระบวนการเหล่านี้ทหารคนใดปฏิบัติหน้าที่ผิดหรือถูก ใครเข้าข่าย หรือใครได้รับข้อยกเว้น ล้วนต้องขึ้นศาล เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ทราบความจริงทั้งหมด เอาทหารเป็นหลักก่อนในการพิจารณา แต่ถ้าหากปล่อยทหารหมดตั้งแต่แรก ถามว่าจะเอาความผิดใคร อภิสิทธิ์กับสุเทพก็อาจหลุดหมด ถึงบอกว่าเราจะปล่อยทหารไม่ได้ ส่วนใครจะได้กลับประเทศหรือไม่ได้กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
...หากคุณบอกว่าต้องนิรโทษทหารทุกระดับชั้น เพื่อแลกกับนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง สุดท้ายร่าง พ.ร.บ.ของคุณก็เหมือนเอานักโทษการเมืองเป็นตัวประกัน ตั้งเงื่อนไขว่าจะเอานักโทษออกมาต้องนิรโทษเจ้าหน้าที่ ขอถามว่าการนิรโทษทหารมันไปแลกกับนักโทษการเมืองทั้งหมดในคุกหรือไปแลกกับนักโทษคนใดคนหนึ่งกันแน่ มันอาจจะเป็นการต่อรองเพื่อแลกกับนักโทษคนเดียวก็ได้ มันถึงจำเป็นต้องนิรโทษทหารทั้งหมด”
“...ดังนั้น บริบทที่คุณชอบอ้างกันว่าถ้าประชาชนไม่เกิดการปรองดอง ประเทศนี้จะเดินไม่ได้ นี่มันไม่ใช่หรอก ถ้าอะไรที่คุณปรองดองกับทหารไม่ได้ต่างหาก มันถึงทำให้ประเทศหยุดชะงัก เพราะฉะนั้นคลิปหลุดออกมามันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเอกภาพของรัฐบาลนี้มันไม่มีหรอก คุณก็อยู่ใต้รองเท้าบู๊ตเหมือนที่ด่าประชาธิปัตย์ ไม่ได้ผิดกันเลย ด่าเขาว่าคลอดออกมาจากรองเท้าบู๊ต แต่ตัวเองแบกรองเท้าบู๊ตเอาไว้เลย”พะเยาว์ฝากทิ้งท้ายให้ขบคิด
ขึ้นศาลทหารดิ้นหนีผิด
เดินหน้าชนขั้วทหารไม่ยั้งตั้งแต่หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 53 พะเยาว์ แชร์ประสบการณ์การต่อสู้ว่า นับตั้งแต่เคลื่อนไหวมาเฟซบุ๊คในชื่อ พะเยาว์ อัคฮาด ถูกปิดไปแล้วกว่า 5 ครั้ง เพราะโพสต์ข้อความส่งเสียงดังโจมตีการปฏิบัติหน้าที่ของทหารจนถูกจับตามองเป็นการเฉพาะ
“ประเทศไทยเขาบอกว่าไม่มีการปิดกั้นเฟซบุ๊คหรอก แต่ปิดเลย พอเราเริ่มเขียนโจมตีทหาร เริ่มเอาความผิดของทหารมาให้ประชาชนรับทราบ เดินเกม ร่าง พ.ร.บ.ของเราเอง เฟซบุ๊คถูกปิดไป 5 ครั้ง แต่เราก็ใช้ชื่อ พะเยาว์ อัคฮาด เหมือนเดิม เลยบอกว่าคุณอยากบล็อกก็บล็อกไป เราก็ใช้ชื่อเดิมของเราอยู่อย่างนี้ แต่เสียดายจำนวนเพื่อนและคนติดตามที่หายไป เพราะเฟซบุ๊คแรกที่ตั้งแข็งแรงมาก มีเพื่อนคนติดตามหลายพัน เขียนอะไรไปคนแชร์เป็นร้อยๆ”
พะเยาว์ ยังอัพเดทคดีความว่า วันที่ 6 ส.ค.นี้ ศาลกรุงเทพใต้นัดฟังคำสั่งชี้สาเหตุการตายของ 6 ศพในวัดปทุมวนาราม
รวมถึง คดีกมนเกด อัคฮาด ลูกสาวพยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิต ทั้งนี้พะเยาว์ บอกว่า เชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในพยาน หลักฐาน รูปภาพและคลิปวิดิโอ รวมถึงชื่อคนยิง เชื่อว่าศาลจะให้ความยุติธรรมในวันชี้มูลการเสียชีวิต
พะเยาว์ เล่าด้วยว่า “กระบวนการไต่สวนที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่จะสรุปการตัดสิน ศาลกำชับอย่างยิ่ง ห้ามใช้ทั้งโทรศัพท์ เครื่องอัดเทป แม้กระทั่งนักข่าวตอนแรกจะจดบันทึกยังไม่ได้ ศาลไม่ให้ แต่ตอนหลังศาลอนุญาตให้นักข่าวจดได้ แต่ห้ามบันทึกเสียง แต่ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาจับได้เองเลยว่ากลับกลายเป็นทหารที่แอบอัดเทปไว้ตลอด ผู้พิพากษาสั่งคาดโทษเลยว่าถ้าคนนี้มาอีกคราวนี้ลงโทษ 6 เดือนแน่ เอาจริง
...การปฏิบัติการของทหารเป็นอะไรที่ไม่แฟร์สำหรับประชาชนตรงที่ว่าคุณมีอำนาจ คุณพยายามจะเข้าไปสอดแทรก ไปดึงคดีแต่ละฝ่ายของประชาชนออกมา เพราะอยากรู้ ในฝ่ายอัยการทหารก็ไปขอเขาดู ขอตรวจสอบ อัยการบางท่านก็บอกว่าไม่ได้ เอกสารเหล่านี้เป็นคำสั่งลับ ใครจะรู้ไม่ได้ แต่พวกทหารคิดได้อย่างเดียวฉันจะเอา ต้องได้ในสิ่งที่ต้องการ
...ตอนนี้พวกคุณเลยลืมคำว่าหน้าที่ ใช้อำนาจกันตั้งแต่ชั้นผู้น้อยยันผู้ใหญ่ มันเลยทำให้สังคมมันไม่สงบไง มันเป็นแบบนี้จริงๆ”พะเยาว์ระบุ
ประชาชนตกเป็นเหยื่อการเมือง
ถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผลพวงความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านห้วงเวลาความเจ็บปวดมาถึง 3 ปีที่สูญเสียลูกสาว พะเยาว์ อัคฮาด เน้นย้ำชัด ต่อจากนี้เป็นต้นไปประชาชนต้องไม่กลายเป็นเหยื่อทางการเมืองอีก
“เราต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่า คุณต้องเข้าใจการเมืองในประเทศไทยให้มากขึ้น คิดให้ดีก่อนทำ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น มีการยั่วยุ ยุยง ปลุกปั่นให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามา ถามว่าทำไมไม่ปล่อยให้พวกเขาปะทะกันเองบ้าง ทำไมต้องเป็นประชาชนทุกครั้งที่ต้องเข้าไปปะทะ แล้วประชาชนก็|เป็นฝ่ายที่เจ็บแล้วตาย พอถึงเวลาคุณก็จะมาจับมือเกี้ยเซี้ยกัน ประเทศไทยเดินเกมแบบนี้มาหลายชั่วคนแล้ว มันควรจะเปลี่ยนบ้าง ไม่ควรจะหันกลับไปแบบนั้นอีกแล้ว”
“อย่าให้การเมืองนำประชาชน เราต้องกลับมาเป็นประชาชนที่นำการเมือง” พะเยาว์ ฝากไปถึงพี่น้องประชาชนทุกสีเสื้อ
“...เขาคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองแทบทั้งนั้น แล้วต่างคนต่างเรียกคนของตัวเองเข้ามาเจ็บมาตายแทน ประชาชนตกเป็นเหยื่อทางการเมือง ถามว่าเวลาเกิดอะไรขึ้นมา ทหารจะปฏิวัติ สส.เผ่นก่อนเลย มีแต่ประชาชนที่รอลูกกระสุนปืน แล้วนอนรอกฎหมาย ถึงบอกไงอย่าให้นักการเมืองมานำเรา เราต้องนำมัน ต้องก้าวข้ามการเมืองแบบเก่าๆ บอกไปเลยว่า เราจะไม่ไปตายแล้ว เราจะใช้แค่ปากกาเป็นอาวุธ ไม่ดีก็อย่าไปเลือกมัน รอเวลารอเลือกตั้งอย่างเดียว”
นอกจากประชาชนต้องรู้เท่าทัน ที่สำคัญไม่แพ้กัน พะเยาว์ ย้ำว่า ต้องนำอดีตมาเป็นบทเรียน โดยเฉพาะเหตุการณ์สังหารในประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยมีใครต้องรับโทษ เพราะฉะนั้นหากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับญาติวีรชน ออกมาเท่ากับว่าปักเสาเข็มชัดเจนว่าไม่นิรโทษแกนนำ คนสั่งการ และทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปหากมีการบังคับใช้ เท่ากับเป็นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้เกิดการสังหารในไทยซ้ำรอยอดีตที่ผ่านมา
“ถ้าเราไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก เราต้องป้องกันตั้งแต่ตอนนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นบรรทัดฐานต่อไป|ข้างหน้าว่า ทหารไม่มีสิทธิที่จะออกมาอ้างคำสั่งแล้วฆ่าประชาชนได้อีก ถ้าร่าง พ.ร.บ.ตัวนี้ประกาศใช้ไป มันจะรีสตาร์ตใหม่ แล้วทั้งนักการเมือง กองทัพก็จะกระดิกตัวยากขึ้นที่จะทำร้ายประชาชน
แต่ถ้าคุณไม่ลากทหารเข้ามาสู่กระบวนการรับผิดชอบได้ การที่คุณจะไปหวังว่าจะให้สุเทพ อภิสิทธิ์ ติดคุกน่ะ มันไม่มีหรอก ถ้าคุณปล่อยทหารหมด แล้วจะเอาความผิดใคร ต้องเอาทหารขึ้นศาลก่อนถึงโยงไปถึงการบัญชาการได้ แต่ถ้าคุณเล่นนิรโทษหมด คุณจะเอาความผิดตรงไหน เราปล่อยทหารไม่ได้ เราไม่ยอม”
**************
ต่อประเด็นเนื้อหาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม พันธุ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดา “น้องเฌอ” สมาพันธุ์ ศรีเทพ ที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างเหตุสลายการชุมนุม ในฐานะแกนนำกลุ่มญาติผู้ผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ ขยายความเนื้อหาในมาตรา 4 ที่ระบุเงื่อนไขการนิรโทษทหารอย่างน่าสนใจ
ทั้งนี้มาตรา 4 ระบุว่า “การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการที่มิได้ฝ่าฝืนคำสั่งการบังคับบัญชา และ/หรือ ไม่ได้กระทำการเกินกว่าเหตุให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง
การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใด ๆ รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง หากการกระทำนั้นไม่สมควรแก่เหตุ และ/หรือเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมาย
พันธุ์ศักดิ์ อธิบายเนื้อหาร่างว่า “กรณีทหารหรือประชาชน ล้วนใช้วิธีการทางอาญาแยกเป็นกรณีต่ออยู่แล้ว สุดท้ายถ้าประชาชนไม่มีเจตนา หรือ เจตนาเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมือง ประชาชนก็หลุดไป ส่วนทหารต้องมาดูว่าคำสั่งว่าอย่างไร แล้วคุณปฏิบัติอย่างไรก็เท่านั้น ในการวินิจฉัยแต่ละเคส มันไม่ยาก
...เพราะทหารชั้นผู้น้อย มีพรก.ฉุกเฉินคุ้มครองชัดเจนว่า ถ้าคุณเข้าไปสลายการชุมนุม มันก็ต้องระบุว่า คุณทำหน้าที่อะไร มันมีกรณีใดที่ทหารสามารถใช้อาวุธปืนได้ หากเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้คุณอาจต้องถึงแก่ชีวิต คุณก็ต้องป้องกันตัว ทำให้คุณยิงต่อสู้กลับไป คุณก็อาจจะรอดคดี แต่ถ้าอีกฝั่งยังไม่ทำอะไรแล้วคุณยิงเข้าไปอย่างกรณีวัดปทุมฯ น้องเกดโดนยิง คือ เคสนี้มันไม่รอดอยู่แล้ว เพราะคุณระดมยิงเข้าไปใส่ประชาชนมือเปล่าที่ใส่ชุดอาสาพยาบาล”
“เพราะฉะนั้นสุดท้ายถ้าคุณเว้นไม่เอาผิดทหาร มันจะทำให้ทั้งอภิสิทธิ์ กับ สุเทพ ที่เขาอ้างคำสั่งเป็นกระดาษแผ่นเดียวหลุด แต่ถ้าคุณยังยืนยันจะเอาผิดทหาร ไอกระดาษแผ่นเดียวนั้นมันจะไม่หลุด เพราะไอคำสั่งนี้มันออกมา แต่การปฏิบัติมันอีกอย่างหนึ่ง คุณต้องโดนข้อหาแน่ เพราะระยะเวลาการฆ่า 1 เดือนกับอีก 9 วัน คุณปล่อยให้มันเกิดขึ้นขนาดนั้นได้อย่างไร มีการฆ่าอย่างต่อเนื่อง แล้วคุณบอกว่าคำสั่งคุณชัดเจน อ้าว แล้วคุณดูแลตรงนั้น ทำไมคุณไม่บอกคำสั่งคุณให้หยุด มันก็ต้องสอบสวนว่า ผมสั่งแค่นี้ทำไมมันตายกันเยอะขนาดนั้น ใช่ไหม คุณก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
...คุณโดนข้อหา ในทางการเมืองก็หมดความชอบธรรมที่คุณจะต้องมาเป็น สส.มาบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ถ้าเป็นพระก็ถือว่าปาราชิกเเล้ว แต่ถ้ากลับกัน คุณข้ามทหารไปไม่เอาผิด ที่เหลือมันหลุดหมดแน่ๆ สุดท้ายคุณก็จะเอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องการเมือง ใช้หาเสียง ไปบลั๊ฟกันในสภาเท่านั้นเอง แล้วมันก็สะท้อนว่าแท้จริงแล้วคุณก็จะนิรโทษทหารเพื่อแลกกับนักโทษคนเดียว”
พันธุ์ศักดิ์ แนะนำไปยังรัฐบาลเวลานี้ว่า สิ่งที่ประชาชนหวัง คือ รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะกล้าเผชิญหน้ากับความถูกต้อง แม้ต้องเผชิญอุปสรรคคือ กองทัพก็ตาม
“หากเราจะเรียกให้ถูกต้องตามลำดับขั้น เขา (ผบ.ทบ.) ก็เป็นเพียงอธิบดีของกองทัพบกเท่านั้นเอง การเมืองนี้ย้ายปลัดซึ่งตามตำแหน่งเป็นหัวหน้าอธิบดีกันมาเยอะแยะ แล้วทำไมคุณกลัวแค่อธิบดีกองทัพคนเดียว ตอนนี้มันมีสองคำที่ถกเถียงว่า ไม่มีทางเอาโทษทหารได้ หรือ ไม่กล้าจะเอาโทษทหาร คุณประกาศอยู่เรื่อยเลยว่าเรามี 15 ล้านเสียงหนุนอยู่ แล้วคุณกลัวอะไร ทำไมถึงไม่กล้าชนกับเขา ถ้าคุณกล้าจริง ประชาชนพร้อมเป็นหลังพิงให้”
พันธุ์ศักดิ์ ยังทิ้งท้ายว่า "ก่อนร่าง พ.ร.บ.จะเสร็จสิ้น แม่น้องเกดเอาผมไปคุยกับพี่อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกลุ่มญาติพฤษภาฯ 35 แกเห็นร่าง พ.ร.บ.แล้วแกน้ำตาร่วงเลย เพราะยุคแกทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสิทธิที่จะไปทำอะไรกับทหารได้เลย แต่ยุคของเราผ่านมาแล้วกว่า 20 กว่าปี แกไม่อยากให้อีก 20 กว่าปีถัดไป เรากลายเป็นแกเสียเอง ที่ต้องนั่งน้ำตาร่วงแล้วมีญาติคนอื่นๆ วิ่งเข้ามาปรึกษาว่าจะเอาผิดคนฆ่าประชาชนได้อย่างไร"
“อย่าให้ประวัติศาสตร์พฤษภาฯ 53 ซ้ำรอยพฤษภาฯ 35” น่าจะเป็นเสียงเตือนจากญาติวีรชน 2 ยุคสมัยอยากส่งไปถึงหูรัฐบาลเวลานี้


