
ฟ้าย่อมกว้างกว่าปีกเสมอ อิสรภาพข้างเขียง (ตอนที่ 1)
แต่ไหนแต่ไรมา ฟ้าไม่เคยปิดประตูใส่หน้าเรา แล้วตะโกนไล่ให้กลับไปอยู่ในกรงเล็กๆ อันแสนอับทึมนั้น ตรงกันข้าม ฟ้าเปิดกว้างและรอคอยเราเสมอ
โดย...มะลิ ณ อุษา เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
แต่ไหนแต่ไรมา ฟ้าไม่เคยปิดประตูใส่หน้าเรา แล้วตะโกนไล่ให้กลับไปอยู่ในกรงเล็กๆ อันแสนอับทึมนั้น ตรงกันข้าม ฟ้าเปิดกว้างและรอคอยเราเสมอ...แต่ทำไมเราจึงไม่ยอมกระพือปีกเสียทีนะ
เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ภารกิจประจำวันของเด็กหญิงวัย 5-6 ขวบ คนหนึ่ง คือการเดินตามพี่ชายไปจับตั๊กแตนในสนามหญ้าตอนเช้าตรู่ เพื่อนำมาป้อนให้ลูกนกเอี้ยงบาดเจ็บตัวหนึ่ง
ที่มาของลูกนกตัวนั้นเลือนรางไปจากความทรงจำแล้ว สิ่งที่ยังพอระลึกได้ คือมันเป็นลูกนกที่ตัวเล็กมาก ขนกระด่างกระดำ และบาดเจ็บ พ่อเป็นคนพามันมาและทำกรงจากไม้ไผ่ขนาดย่อมให้มัน แต่ช่วงแรกๆ ใช้เพียงลังกระดาษเจาะรูแล้วรองด้วยเศษใบไม้ใบหญ้าก็พอแล้ว
วันเวลาผ่านไป ภารกิจของเด็กน้อยทั้งสองยังคงดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งลูกนกเติบโตเป็นหนุ่ม มันมีขนสีดำเป็นมันปลาบ ส่งเสียงร้องสดใส ขาทั้งคู่กระโดดไปมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตอนที่เด็กหญิงนำตั๊กแตนและอาหารเม็ดมาใส่ในถ้วยพลาสติกใบจิ๋วให้มัน แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
เด็กหญิงเผลอเปิดกรงนกทิ้งไว้ในขณะที่กำลังจะเติมน้ำให้มัน ชั่ววินาทีนั้นเอง เจ้านกหนุ่มก็บินเล็ดลอดออกไป เธอตกใจร้องเรียกแม่เสียงดัง ด้วยความรู้สึกกลัวว่าจะถูกตำหนิและลงโทษ เธอรีบอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ได้แต่ยิ้มและบอกว่า มันคงแข็งแรงพอที่จะออกไปหากินด้วยตัวเองแล้ว เราควรปล่อยมันเป็นอิสระได้แล้ว
เจ้าเอี้ยงหนุ่มบินไปเกาะกิ่งต้นมะม่วงหลังบ้าน แม่บอกให้เด็กหญิงคอยตามอารักขาห่างๆ เกรงว่าเจ้าแมวลายจอมตะกละจะทำร้ายมัน เด็กน้อยเฝ้ามองมันบินจากต้นไม้ต้นนั้นมาต้นนี้อยู่ภายในสวนหลังบ้านสักพัก ท้ายที่สุดมันก็เป็นฝ่ายบินนำทางเธอกลับเข้าบ้านเอง พ่อเตรียมสวิงรออยู่แล้ว และก็สามารถจับมันเข้ากรงได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับคำอธิบายยืดยาว เธอเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างตามประสา
พ่อบอกว่า แม้ว่าเจ้าเอี้ยงหนุ่มจะมีสัญชาต ญาณของความเป็นนก มันคงอยากที่จะโบยบินไปไหนก็ได้ในท้องฟ้ากว้างๆ แต่สัญชาตญาณบางอย่างของมันไม่ได้ถูกฝึกอย่างถูกต้องมาแต่แรก ซึ่งพ่อหมายถึงการหาอาหาร เลือกอาหาร และเอาชีวิตรอดจากอันตราย จริงๆ แล้วปีกของมันก็ไม่ค่อยแข็งแรงนักหรอก เพราะมันเคยบินแต่ในกรงแคบๆ แทบจะไม่เคยสัมผัสสายลมที่รุนแรงข้างนอกเลยด้วยซ้ำไป
จากเหตุการณ์วันนั้น พ่อขยายกรงให้เจ้าเอี้ยงหนุ่มจนใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ซึ่งกรงไม้ไผ่ขนาดราวๆ 1 ลูกบาศก์เมตรนี้ได้กลายเป็นนิวาสสถานไปตลอดอายุขัยของมัน แม้ว่าบางวันเด็กน้อยจะลืมปิดประตูกรง แต่เจ้าเอี้ยงก็ไม่เคยบินหนีออกมาอีกเลย
ยี่สิบกว่าปีหลังจากนั้น เช้าวันหนึ่งขณะที่ยืนหันรีหันขวางอยู่ในครัว ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอะไรเป็นอาหารเช้าดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับข้าวกล่องแช่แข็งหมดไปตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้ว เหลือเพียงไข่เป็ด ผักบุ้งจีน (ซื้อมาไว้ใส่บะหมี่ต้ม) กับข้าวสารเก่าเก็บจนมอดขึ้นอีกหยิบมือ
หลังจากมื้อเช้าอันแสนเรียบง่ายผ่านไป ความรู้สึกบางอย่างก็ปรากฏขึ้นจางๆ
นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้ทำกับข้าวกินเองทุกขั้นตอนอย่างนี้?
จะโทษหน้าที่การงานที่ทำให้เราต้องหมกมุ่นอยู่กับมันจนไม่มีเวลาหรือเหนื่อยล้าเกินกว่าจะลงมือหุงหาอาหารก็ไม่เชิงนัก เพราะบางครั้งหลังเลิกงานเรายังมีเวลาขับรถฝ่าการจราจรที่แออัดคับคั่งไปนั่งรอในร้านอาหารเป็นชั่วโมง หรือจะโทษว่าเราไม่มีฝีมือในการทำอาหาร หรือเพราะต้องเตรียมเครื่องปรุงเครื่องไม้เครื่องมือยุ่งยาก หรือเพราะที่พักห้องเช่าไม่เอื้ออำนวย ฯลฯ เหตุผลเหล่านี้ล้วนมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็คงมีสภาพไม่ต่างจากซี่กรงที่กักขังเราเอาไว้เช่นกัน
เมื่อเรื่องวกเข้ามาเกี่ยวกับอาหารการกิน ครั้นจะไม่พูดถึงมหากาพย์เรื่องข้าวก็เห็นจะไม่ครบรส อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้าวที่ปนเปื้อนสารเคมีในระดับที่เป็นอันตรายต่อการบริโภคนี้ เป็นเพียงตัวจุดประกายให้เราในฐานะผู้บริโภคหันกลับมาใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญต่อชีวิตของเราเองอีกครั้งหนึ่ง
ทุกวันนี้ ไม่จำเพาะแต่ในเมืองใหญ่เท่านั้นที่ผู้คนฝากชีวิตไว้กับร้านข้าวแกงและอาหารจานด่วน อาจกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงในประเทศก็ว่าได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งชุมชนเล็กๆ ที่แวดล้อมด้วยเรือกสวนไร่นา ชาวนาปลูกข้าวขาย หลังจากหักต้นทุนและหนี้สินแล้ว เงินที่เหลือชาวนาจะนำไปซื้อผัก (อาบสารพิษ 99%*) เนื้อหมูแถมสารเร่งเนื้อแดง ปลาตัดแต่งพันธุกรรม และไข่ไก่ที่อุดมด้วยฮอร์โมนมาประกอบอาหาร หรือไม่ก็ซื้อแกงถุงสำเร็จรูปจากตลาด
ผลกระทบที่ตามมาก็คือ สถิติผู้ป่วยด้วยโรคที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตราย มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย และถ้าหากมีใครทำวิจัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจเกษตรเคมีภัณฑ์ ธุรกิจแปรรูปอาหาร กับธุรกิจเวชภัณฑ์หรือสถานพยาบาล ก็คงจะเกิดประโยชน์ต่อคนในสังคมไม่น้อย และถ้าจะให้ครบวงจรเพิ่มขึ้นไปอีกก็ควรขยายขอบเขตการศึกษาไปถึงมิติพุทธพาณิชย์และสัปเหร่อด้วย
นกเอี้ยง ตั๊กแตน กรงไม้ไผ่ คนไทย ข้าวปลอดมอด/ผักอาบสารพิษ และ...
และ...กรอบกรงหรือพันธนาการที่ถูกสร้างขึ้นมา ทั้งจากภายนอกและจากตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นกระแสบริโภคนิยม สื่อโฆษณาชวนเชื่อ การเรียนการสอนที่ขาดความระมัดระวัง ความเคยชินต่อการได้มาอย่างง่ายๆ และรวดเร็ว การเสพติดในรสชาติที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง รวมถึงเหตุผลต่างๆ นานา ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาก่อนหน้านี้ด้วย
ที่สำคัญ (และน่าเศร้า) ก็คือ กรอบกรงหรือพันธนาการเหล่านี้ ไม่เคยลงกลอน และหากพิจารณาให้ดีๆ จะเห็นว่า มันไม่มีกระทั่งประตูด้วยซ้ำไป!
ทางออกนั้นเปิดกว้างอยู่เสมอ ขาดก็แต่ความกล้าหาญที่จะก้าวออกมาจากความลุ่มหลงในวิถีแบบเดิมๆ เท่านั้น หากเรารวบรวมความกล้าแล้วก้าวเท้าออกมา (หรือจะบินออกมาก็ได้) ก็จะพบว่ามีผู้คนจากแทบทุกวัยทุกสาขาอาชีพล่วงหน้ามาก่อนเราแล้ว ความแตกต่างหลากหลายนี้จะช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเกษตรกรที่เพาะปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี (เกษตรอินทรีย์ หรือ Organic) ร้านค้าที่นำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มาจัดจำหน่าย ร้านอาหารที่นำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มาประกอบอาหารขาย รวมไปถึงพนักงานบริษัทที่ปลูกผักสวนครัวในกระถางไว้บริโภคเอง
หากคิดในแง่เศรษฐศาสตร์แบบเอียงๆ ตามประสาคนไม่ถูกโรคกับตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ถ้าวันนี้เราเริ่มปลูกผักสวนครัวหรือซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มาประกอบอาหารเอง เราอาจจ่ายเงินเพิ่มอีกเล็กน้อยบวกกับต้องใช้เวลาในการทำอาหารอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง (ประมาณ 730 ชั่วโมงใน 1 ปี) แต่จะช่วยลดความเสี่ยงกับการต้องจ่ายค่ารักษาตัวด้วยโรคเรื้อรังและอาจต้องนอนรักษาตัวในช่วงปั้นปลายชีวิตวันละ 24 ชั่วโมง (8,760 ชั่วโมงใน 1 ปี)
นอกจากนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีการกินการอยู่ของเรา ยังจะช่วยรักษาสมดุลทั้งในระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิแรงงานด้วย ซึ่งยังไม่นับรวมผลที่เกิดขึ้นกับจิตใจที่เราจะพูดถึงกันในคราวหน้า
ได้ยินไหม...สายลมแห่งอิสรภาพกำลังกวักมือเรียกเราอยู่ ลองขยับปีกดูสิ!







