
นิติอัมพฤกษ์
“ท่านวสันต์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศลาออกแล้ว เฮ้อ! เศร้าครับ ท่านเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผม ว้าเหว่จังเลย”
“ท่านวสันต์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศลาออกแล้ว เฮ้อ! เศร้าครับ ท่านเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผม ว้าเหว่จังเลย”
“ผมก็อยากลาออกเหมือนกัน”
“อยู่ลำบากมาก”
“ทำงานลำบากมาก หนักหนาสาหัสจริงๆ ครับ”
“พวกเขาใช้คนต่ำช้าคุกคาม”
“ไม่ใช่คนธรรมดา มันเป็นคนคุก คนเร่ร่อนจรจัด เสพยา นักเลงบ่อน พวกนี้ทำได้ทุกอย่าง ใครเป็นครอบครัวก็คงทนไม่ไหว”
“ตำรวจทหารไว้ใจไม่ได้ ท่านต้องคอยระวังตัวเอง ยาก เพราะเราคนเปิดเผย แต่มันอยู่ในเงามืด”
ข้อความในเครื่องหมายคำพูดคือส่วนหนึ่งในการสนทนาบนโซเชียลมีเดีย “เฉพาะกลุ่ม” ที่เรียกว่า Line จึงเปิดเผยไม่ได้ว่าใครเป็นคนพูด แต่ท่านผู้อ่านคงพอจะคาดเดาและเชื่อมโยงได้ว่า ผู้พูดน่าจะเป็นคนในอาชีพและระดับเดียวกันกับท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เดือนหน้านี้เป็นต้นไป
ครับ! ชัดเจนเป็นที่สุดว่าการทำหน้าที่ในองค์กรฝ่ายตรวจสอบอย่างในกรณีศาลรัฐธรรมนูญเป็นอาชีพที่อยู่ท่ามกลางอันตราย แต่ที่น่ากลัวและโหดร้ายเป็นที่สุดก็คือ อันตรายและความเลวร้ายทั้งหลายนี้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคือทหารและตำรวจร่วมก่อให้เกิดขึ้นอยู่ด้วย
สมมติว่าผู้ส่งข้อความไปถึงมิตรสหายร่วมกลุ่มในไลน์ข้างต้นนั้นชื่อ “ท่าน ก.” ท่าน ก.กล่าวถึงการลาออกของท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ว่าได้ทำให้ท่าน ก.รู้สึกเศร้าและว้าเหว่เป็นอย่างยิ่ง ท่าน ก.เองก็อยากลาออกเหมือนกัน และก็คงรู้สึกเสียดายคนดีๆ อย่างคุณวสันต์ โดยใช้คำว่า “เพื่อนร่วมอุดมการณ์” (เพราะผู้เขียนรู้จักท่าน ก.เป็นอย่างดี จึงรู้ว่า “ท่าน ก.เป็นคนดีจริงๆ”)
ท่าน ก.เองก็อยากลาออกเหมือนกัน เหตุผลก็คือ อยู่ลำบากมาก ทำงานลำบากมาก และหนักหนาสาหัสจริงๆ พร้อมทั้งได้อธิบายให้เห็นว่า “ความลำบากอย่างหนักหนาสาหัส” นี้เกิดจากภัยคุกคามต่อชีวิตและครอบครัว โดยท่าน ก.ใช้คำสุภาพเรียกคนชั่วเหล่านั้นว่า “พวกเขา”...พวกเขาใช้คนชั่วคุกคาม...ไม่ใช่คนธรรมดา มันเป็นคนคุก คนเร่ร่อนจรจัด เสพยา นักเลงบ่อน พวกนี้ทำได้ทุกอย่าง ใครเป็นครอบครัวก็คงทนไม่ไหว...
แต่ที่ใครอ่านแล้วรู้สึกแย่ที่สุดก็คือข้อความที่ว่า “ตำรวจทหารไว้ใจไม่ได้ ท่านต้องคอยระวังตัวเอง ยาก เพราะเราคนเปิดเผย แต่มันอยู่ในเงามืด” ทำให้ท่านเหล่านี้และครอบครัวของท่านอยู่ในอันตรายและความเลวร้าย อย่างที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตไว้ในตอนต้นว่า “การทำหน้าที่ในองค์กรฝ่ายตรวจสอบอย่างในกรณีศาลรัฐธรรมนูญเป็นอาชีพที่อยู่ท่ามกลางอันตราย แต่ที่น่ากลัวและโหดร้ายเป็นที่สุดก็คือ อันตรายและความเลวร้ายทั้งหลายนี้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคือทหารและตำรวจร่วมก่อให้เกิดขึ้นอยู่ด้วย”
นี่เองที่เรียกว่า “นิติอัมพฤกษ์”
ประการแรก แม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่คนที่ใช้กฎหมายกลับ “บิดเบือน” หรือทำให้กฎหมายที่ดีๆ เหล่านั้นกลายเป็นสิ่งเลวร้าย เช่น เลือกปฏิบัติ แต่งพยานและหลักฐาน ไม่เคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมาย หรือปล่อยให้คดีขาดอายุความ ฯลฯ
ประการต่อมา แม้ว่าประเทศไทยจะพยายามปฏิรูปและปรับแก้กฎหมายต่างๆ ให้ดีขึ้น แต่ “ศรีธนญชัย” ในสังคมไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ถือกฎหมาย ได้แก่ นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลับพยายามที่จะทำให้กฎหมายนั้นไร้ค่า โดยถือว่าเป็น “วีรกรรมที่ยิ่งใหญ่” ในความสามารถที่ “ก้าวข้าม” หรือ “เหยียบย่ำ” กฎหมายนั้นๆ ได้
ประการสุดท้าย แม้ว่าประเทศไทยจะมีคนดีๆ ที่ซื่อสัตย์ มีความอดทนและเสียสละ มาทำหน้าที่ในการดูแลไม่ให้กฎหมายทั้งหลายถูกกระทำย่ำยี ที่สำคัญก็คือรักษาสังคมบ้านเมืองไทยของทุกคนให้มั่นคงปลอดภัย มีความสงบสุข แต่คนเลวๆ จำพวกที่กล่าวมาก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้คนดีๆ เหล่านี้อยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะ “คนดีๆ ในศาลและองค์กรตรวจสอบ”
ขณะนี้ระบบศาลและองค์กรตรวจสอบยังมีพลังอำนาจดีอยู่ อย่างน้อยก็ยังทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบศาลและองค์กรตรวจสอบจึงอาจจะเป็นเสมือน “เข็ม” ที่อาจจะใช้รักษาโรคอัมพฤกษ์ให้แก่สังคมที่กำลัง “เป็นง่อย” นี้ได้ เพราะสังคมที่ถูกนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ชั่วช้า (และชั่วมาอย่างยาวนาน) “ย่ำยี” อยู่อย่างนี้ก็ไม่ผิดอะไรกับคนที่ไร้สมรรถนะในบางเรื่องหรือขยับอวัยวะบางอย่างในร่างกายไม่ได้ จำเป็นที่จะต้อง “ฝังเข็ม” เพื่อฟื้นฟูให้ดีขึ้น
ผู้เขียนเคยอ่านนิทานสำหรับเด็กเรื่องหนึ่ง ต้องขออภัยที่จำชื่อเรื่องไม่ได้ เนื้อเรื่องมีอยู่ว่าชายคนหนึ่งได้รับมรดกจากพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นบ้านไม้เล็กๆ หลังหนึ่ง แต่หน้าบ้านมีศาลพระภูมิเก่าๆ ที่ถ้าเพียงซ่อมแซมและทาสีตกแต่งก็จะดูสวยงาม แต่ชายคนนี้ไม่ชอบแต่ก็ไม่กล้าย้ายหรือทำลายศาลพระภูมิหลังนั้น เผอิญมองไปเห็นว่าปลวกกำลังกัดกินศาลพระภูมินี้อยู่ก็ปล่อยเสีย กระทั่งศาลพระภูมิล้มลงมาก็ดีใจ เอาศาลพระภูมิไปทิ้งและปรับพื้นปลูกหญ้าขึ้นแทน อยู่มาหลายเดือนสังเกตว่าบ้านสั่นและมีเสียงออดแอด จึงออกสำรวจแล้วพบว่าปลวกที่เคยกัดกินศาลพระภูมินั้นได้มากัดกินตัวบ้านนี้เสียแล้ว แล้วบ้านก็กำลังจะพังในอีกไม่ช้านี้
คนไทยจำนวนหนึ่งก็เหมือนชายคนที่อยู่ในนิทานข้างต้น ที่ปล่อยให้นักการเมืองเลวๆ และเจ้าหน้าที่รัฐชั่วๆ (อาจจะโดยไม่อยากยุ่งกับความยุ่งยาก เกรงกลัวเจ้าหน้าที่ และถูกมอมเมา) ซึ่งเปรียบได้กับปลวกที่กำลังทำลายศาลพระภูมิอันอาจจะเปรียบได้กับกฎหมายหรือสิ่งดีงามต่างๆ ในบ้านเมือง แล้วในที่สุดก็จะทำลายบ้านทั้งหลังคือประเทศไทยนี้พังย่อยยับได้ต่อไป
การสนทนาในโซเชียลมีเดียของวงไลน์ข้างต้น นอกจากจะให้กำลังใจกับท่าน ก.และด่าทอคนเลวทั้งหลายแล้ว ยังแสดงความต้องการที่จะรวมกันเป็น “เครือข่ายคุณธรรม” เพื่อรักษาความดีและคนดีไว้ให้คงอยู่ และยืนยันหลักการสำคัญของสังคมนี้ว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม”
ช่วยกันต่อต้านความเลวและคนเลวกันเถิด!







