posttoday
จำนำข้าวเหลือตันละ 1.35 หมื่น

จำนำข้าวเหลือตันละ 1.35 หมื่น

21 กรกฎาคม 2556

ข้าวยังคงเป็นประเด็นร้อนให้รัฐบาลต้องเร่งสะสางในหลายแง่มุม สำหรับด้านราคารับจำนำนั้น รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้าวยังคงเป็นประเด็นร้อนให้รัฐบาลต้องเร่งสะสางในหลายแง่มุม สำหรับด้านราคารับจำนำนั้น รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ประชุมร่วมกับสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย และสภาเกษตรกรแห่งชาติ พร้อมหารือเรื่องราคารับจำนำข้าวฤดูการผลิต 2556/2557 โดยมีข้อสรุปว่า จะใช้ราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าที่ตันละ 1.35 หมื่นบาท (ความชื้น 15%) และเสนอให้ตัวแทนชาวนารับไปพิจารณา พร้อมไปหารือกับสมาชิกว่าเห็นด้วยหรือไม่ด้วยราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เกษตรกรมีกำไรประมาณ 40% จากต้นทุนการผลิตตันละ 8,000-9,000 บาท

ขณะที่ฤดูกาลผลิต 2555/2556 ที่ผ่านมามีราคารับจำนำอยู่ที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งการปรับราคาลดลงใหม่ คาดจะทำให้ใช้วงเงินในการรับจำนำข้าวนาปี 2556/2557 ราว 2.2 แสนล้านบาท จากปริมาณผลผลิตข้าวที่คาดว่าจะเข้าโครงการประมาณ 15 ล้านตัน พร้อมคาดการณ์ผลผลิตไว้ที่ประมาณ 28 ล้านตัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ยังต้องหารือกับผู้ที่อยู่ในวงจรการรับจำนำทั้งหมดก่อน จากนั้นจะสรุปก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาอีกครั้ง

ขณะที่ในสัปดาห์หน้า กระทรวงพาณิชย์จะหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาหาทางลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร รวมทั้งหารือกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาการรับจำนำข้าวในราคาดังกล่าว สอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังที่ให้ขาดทุนจากโครงการรับจำนำไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาทหรือไม่ ด้าน นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมจะประชุมสมาชิกและรวบรวมข้อมูลความต้องการในราคารับจำนำข้าวเปลือกรอบปี 2556/ 2557 ว่าชาวนารับได้ที่ราคาตันละ 1.35 หมื่นบาท หรือไม่ เพราะบางส่วนยังต้องการให้รัฐรับจำนำตันละ 1.5 หมื่นบาท และหากรัฐปรับลดราคา ต้องมีสวัสดิการช่วยเหลือเป็นเงินชดเชย

ด้าน พ.ต.ท.ไพโรจน์ ปัญจประทีป ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ออกมาชี้แจงหลังการประชุมบอร์ด อคส. เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบในหลักการให้นำระบบอาร์เอฟไอดี (RFID) หรือติดป้ายอิเล็กทรอนิกส์บนกระสอบข้าวมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกรอบใหม่ปี 2556/2557 เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายข้าว ซึ่ง นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวว่า ที่กระทรวงพาณิชย์จะมีการติดชิพ RFID ที่กระสอบข้าวเพื่อแก้ปัญหาการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ว่าไม่มีความจำเป็น เพราะการปฏิบัติดังกล่าวไม่ได้แก้ปัญหา เนื่องจากข้าวมีจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังสามารถถอดชิปอาร์เอฟไอดีออกจากกระสอบข้าวได้ แต่ควรจะใช้วิธีการทยอยระบายข้าวในสต๊อก โดยให้ภาคเอกชนเข้าไปเป็นผู้ดำเนินการ และยังเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ มิ.ย.ร่วง

การสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,039 ราย ครอบคลุม 42 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 93.1 ลดลงจาก 94.3 ในเดือน พ.ค. โดย นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่กดความเชื่อมั่น คือ การลดลงของยอดคำสั่งซื้อ ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ซึ่งมีปัจจัยลบจากความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการชะลอลงของการบริโภคในประเทศ ภาครัฐไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมีความกังวลต่อการเมืองมากขึ้น

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นเอกชนที่ลดลงทำให้คาดว่า จีดีพีปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่า 5% ซึ่งหากไม่มีการผลักดันเลยอาจจะลดลง 0.5% เหลือ 4.5% แต่หากมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนให้สามารถส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น อาจจะขยายได้ถึง 4.8%

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายอุตสาหกรรมมีการผลิตและส่งออกได้ดี ทำให้การส่งออกปีนี้น่าจะขยายตัวได้ถึง 7% ตามที่กระทรวงพาณิชย์คาด โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ พลาสติก การพิมพ์บรรจุภัณฑ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ผลิตรถตามเป้า 2.57 ล.คัน

ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ยอดผลิตรถยนต์ในปีนี้จะได้ไม่ต่ำกว่า 2.552.57 ล้านคัน โดยข้อมูลล่าสุดในช่วงครึ่งปีแรกมียอดผลิตแล้ว 1.34 ล้านคัน และหากครึ่งปีหลังผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนคันต่อเดือน ยอดผลิตรถยนต์ก็จะเป็นไปตามเป้าหมาย แม้ความต้องการในประเทศจะชะลอหลังการสิ้นสุดโครงการรถคันแรก ผู้ประกอบการได้หันไปผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้นซึ่งคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะสามารถส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนคัน ทำให้สัดส่วนการส่งออกในเดือน ก.ย. 2556 อยู่ที่ 50% ของการผลิตทั้งหมด หลังจากที่ลดลงไปเหลือ 40% ในช่วงที่มีโครงการรถยนต์คันแรก และผู้ผลิตรถยนต์ต้องผลิตเพื่อป้อนตลาดผู้ซื้อภายในประเทศ

สำหรับกรณีที่ผู้ให้สินเชื่อรถยนต์ระบุว่า ขณะนี้มีรถยนต์ตามโครงการรถยนต์คันแรกถูกยึด เนื่องจากลูกค้าไม่สามารถชำระเงินกู้แล้วประมาณ 300 คันนั้น ถือว่าเป็นระดับที่น้อยและไม่น่าต้องกังวลเมื่อเทียบกับรถตามโครงการที่ส่งมอบไปแล้ว 1.043 ล้านคันหรือ 83% ของยอดผู้ขอใช้สิทธิ 1.25 ล้านคัน และเหลือการส่งมอบอีก 17% หรือ 2 แสนคัน

ทั้งนี้ สมาคมเช่าซื้อไทย ได้ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า มีรถยนต์ที่ถูกยึดจากโครงการรถคันแรกและเตรียมนำออกขายทอดตลาดจำนวน 300 คัน โดยผู้ซื้อได้สิทธิคืนภาษีจากรัฐบาลไปแล้วแต่มีปัญหาหารผ่อนชำระค่างวด

หวั่นรถไฟเร็วสูงไม่คุ้ม

ในงานสัมมนา “วิศวกร...กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งระบบราง” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายต่อตระกูล ยมนาค วิศวกรอาวุโส กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับความคุ้มค่าโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่ใช่ข้อมูลจริง จึงต้องการให้กระทรวงคมนาคมชี้แจงตัวเลข รายละเอียด ว่าผลการศึกษาที่รัฐบาลนำมาเสนอนั้น เช่น จำนวนผู้โดยสารวันละ 2 หมื่นคนมาจากไหน คุ้มค่าอย่างไร เพราะหากเปรียบเทียบกับประเทศที่ทำรถไฟฟ้าความเร็วสูงส่วนใหญ่เป็นประเทศใหญ่ มีการกระจุกตัวของประชากร ทำให้แต่ละเส้นทางที่วิ่งไปมีผู้โดยสารจนคุ้มค่า ขณะที่ไทยมีเพียงกรุงเทพฯ เท่านั้นที่มีประชากรอยู่อาศัยมากถึง 10 ล้านคน ส่วนจังหวัดอื่นๆมีแค่หลักแสนคน แล้วตัวเลขผู้โดยสารที่ระบุมานั้นจะมีจริงได้อย่างไร ด้าน นายกมล ตรรกบุตร นายกสภาวิศวกร เห็นว่า โครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่วิศวกรไทยอาจรับมือไม่ไหว ควรดึงวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากต่างประเทศเข้ามาร่วมพัฒนา แต่การเข้ามาของวิศวกรต่างชาติควรระบุให้เข้ามาจับมือกับวิศวกรไทย พร้อมระบุในสัญญาว่าจ้างเลยว่าต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงให้วิศวกรไทย และพร้อมถ่ายทอดต่อในระดับภูมิภาคนอกจากนี้ เมื่อรัฐบาลคิดที่จะทำโครงการดังกล่าวแล้วจะต้องคิดเผื่อเรื่องการลงทุนโรงไฟฟ้าเพิ่ม เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะหากไม่เพิ่มโรงไฟฟ้าแล้ว รถไฟความเร็วสูงจะเกิดไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง