posttoday
ส่องเทรนโลก "เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม" ต้องพัฒนาคู่ขนาน

ส่องเทรนโลก "เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม" ต้องพัฒนาคู่ขนาน

19 กรกฎาคม 2556

การตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประชาคมโลกได้เพิ่มมากขึ้นทุกที เมื่อชาวโลกได้เรียนรู้ถึงปัญหาสภาวะโลกร้อน (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คน สิ่งมีชีวิตต่างๆ บ่อยครั้งขึ้น กระทั่งกลายมาเป็นปัญหาของประเทศ ซึ่งเชื่อกันว่าหากชาวโลกละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เราก็จะยิ่งประสบภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น

การตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประชาคมโลกได้เพิ่มมากขึ้นทุกที เมื่อชาวโลกได้เรียนรู้ถึงปัญหาสภาวะโลกร้อน (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คน สิ่งมีชีวิตต่างๆ บ่อยครั้งขึ้น กระทั่งกลายมาเป็นปัญหาของประเทศ ซึ่งเชื่อกันว่าหากชาวโลกละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เราก็จะยิ่งประสบภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น

ที่ผ่านมา ความรับผิดชอบต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ได้เพิ่มความสำคัญจากประเทศพัฒนาแล้วไปยังประเทศกำลังพัฒนา และไปสู่ประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งถือว่าทั้งหมดต้องมีส่วนร่วมกันประคับประคอง โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ก็เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

ประเด็นที่มีการพูดกันมากในเวทีระหว่างประเทศก็คือ นโยบายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เพราะจะทำให้ต้นทุนการค้า การผลิต และการบริการสูงขึ้น จนกระทั่งประเทศอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเติบโตและมีเป้าหมายหลักในการขยายตัวของ GDP

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกแข็งแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประเทศในกลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาและอียู ต่างก็มีนโยบายที่ส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยหลายมาตรการที่ออกมาได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับการค้าและการบริการของหลายประเทศที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานที่กำหนด

อาจเรียกได้ว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาและอียูได้ ทั้งที่ประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้ให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต ที่กำหนดพันธกรณีผูกพันต่อประเทศอุตสาหกรรมให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด

หากมองผิวเผินถึงสถานการณ์ที่ประเทศต่างๆ ยังประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและยังไม่ฟื้นตัวดีในขณะนี้ อาจคาดหมายกันว่า เพราะประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจคงให้ความสำคัญกับนโยบายสิ่งแวดล้อมเบาบางลง เพราะย่อมจะมุ่งให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะประเทศส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นั่นคงเป็นเพราะภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นได้เริ่มเข้ามาประชิดตัวมากขึ้น

ปัจจุบันหลายประเทศได้ยกระดับความสำคัญของนโยบายการรักษาสิ่งแวดล้อมให้สูงเท่าเทียมกับระดับปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งเมื่อปลายปี 2555 มีการสัมมนาระดับนานาชาติของ World Economic and Environmental Conference (WEC) ครั้งที่ 5 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปใจความสำคัญในเวทีสัมมนาครั้งนี้ได้ว่า “เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจะเติบโตไปพร้อมกัน” ซึ่งก็หมายความว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมถูกยกระดับความสำคัญขึ้นไปเทียบเท่ากับเรื่องเศรษฐกิจ

แม้กระทั่งประเทศจีนที่ขึ้นชื่อว่าปล่อยมลพิษทางอากาศมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้กล่าวต่อที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 ไว้ว่า “การที่เศรษฐกิจจีนเติบโตช้าลง ก็เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ชี้ให้เห็นว่าแม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจอย่างจีนก็ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ซึ่งได้ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตด้วย อีกทั้งออกกฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานสากลในด้านสิ่งแวดล้อม ก็ถือได้ว่า เรามีกฎกติกาที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในมาตรฐานที่ดีพอสมควร เพียงแต่ด้านการปฏิบัติอาจด้อยไปบ้าง โดยเฉพาะภาครัฐที่บังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมยังไม่เข้มงวดพอ

นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดเกินไป และต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีมุมมองที่แยกส่วนเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมออกจากกัน เราจึงพบว่าบ่อยครั้งได้เกิดการกระทบกระทั่งทางความคิด และหลายกรณีก็มีการนำประเด็นนี้ไปฟ้องร้องกันในศาล

ผมคิดว่าในอดีตเราอาจไม่ใส่ใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากนัก เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่มาถึงวันนี้เมื่อเราได้เห็นฤทธิ์เดชของภัยธรรมชาติที่มาถึงตัวทุกคนแล้ว ไม่ว่าจะรุนแรงมากหรือน้อย อย่างกรณีอากาศเป็นพิษ น้ำในแม่น้ำลำคลองเน่าเสีย ฝนแล้ง อุทกภัย หรือแผ่นดินถล่มเพราะตัดไม้ทำลายป่า สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย รวมทั้งเศรษฐกิจด้วย

ในอดีตที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลจะมีนโยบายเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และในระยะหลังก็ได้สร้างกลไกระดับกระทรวงมารับผิดชอบโดยตรง อย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ผมไม่แน่ใจว่าระดับนโยบายได้มีมุมมองหรือให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจควบคู่ไปกับนโยบายสิ่งแวดล้อมในระดับเดียวกันหรือไม่

ผมเห็นว่าจากนี้ไปประเทศไทยควรมีนโยบายที่ให้ทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเดินคู่กันไปอย่างไม่แยกส่วนเหมือนในอดีต โดยที่ภาครัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เพราะในอนาคตจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมเหนือกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ในการรองรับกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และบริการ ดังนั้น การปรับทิศทางในนโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้เดินคู่กันไปแบบไม่แยกส่วน จะมีส่วนสำคัญที่จะพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยให้มีความยั่งยืนต่อไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท