
ปราบคอร์รัปชั่นต้อง "จริงจังและจริงใจ"
เร็วๆ นี้ เอแบคโพลล์ได้เปิดเผยผลการวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง “สถานการณ์ทัศนคติอันตรายของสาธารณชนคนไทยว่าด้วย การยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย” พบว่า ในเดือน มิ.ย. 2556 65% ยอมรับได้ ซึ่งไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับ 65.5% ในเดือน มี.ค.
เร็วๆ นี้ เอแบคโพลล์ได้เปิดเผยผลการวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง “สถานการณ์ทัศนคติอันตรายของสาธารณชนคนไทยว่าด้วย การยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย” พบว่า ในเดือน มิ.ย. 2556 65% ยอมรับได้ ซึ่งไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับ 65.5% ในเดือน มี.ค.
สัญญาณอันตรายนี้ เกิดในกลุ่มคนอายุ 3039 ปี ที่ยอมรับถึง 73% รองลงมาคือ อายุ 20-29 ปี 69.4% และประกอบด้วยผู้มีอาชีพรับจ้างเกษตรกร 78.9% และนักเรียน นักศึกษา 73.3%
ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงการเรียนรู้ของคนไทยว่า ระบบการศึกษาของเราไม่ได้สอนให้รู้ว่าคอร์รัปชั่นเป็นมหันตภัยของชาติที่ทำลายเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ขณะที่ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่า “การให้รับสินบน” เป็น “อาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันขจัดให้หมดไปจากโลกนี้
แม้แต่นโยบาย “ประชานิยม” ที่ทำให้ประชาชนชื่นชอบ รัฐบาลก็อาจเข้าข่ายเป็นการให้ “สินบน” ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลใช้อำนาจรัฐจัดสรรทรัพยากรอันขาดแคลนของชาติให้กับกลุ่มฐานเสียงของตน หรือเพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงถึงที่มาของเงินและผลกระทบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของชาติในอนาคต
อย่างไรก็ดี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พยายามสร้างภาพการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยการประกาศว่า รัฐบาลจะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของมาตรา 23 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 พร้อมกับแสดงภาพจับมือกับ ครม.ชุดใหม่ และประกาศว่า
“รัฐบาลมั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่นอกจากจะมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ในแต่ละกระทรวงแล้ว ทุกท่านยังมีความตื่นตัวในการที่จะร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อสร้างมิติใหม่ให้เป็น ครม.ที่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม ทั้งนี้จะทำงานประสานความร่วมมือกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนตัวแทนภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทยดีขึ้น เป็นที่ยอมรับระดับสากลได้”
ถ้อยคำนี้ถ้าฟังผ่านๆ ก็ดูดี แต่มาสะดุดหูในประโยคสุดท้ายที่ว่า “ภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น” นั้น ควรจะเป็น “ภาพลักษณ์การต่อต้านคอร์รัปชั่น” ที่ต้องการให้เป็นที่ยอมรับระดับสากลหรือไม่
อย่างไรก็ดี ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ควรแนะนำประชาชนว่า เป้าหมายของการต่อต้านคอร์รัปชั่น คือการสร้างความเป็นธรรมในสังคมโดย “ไม่ยอมให้ผู้ใดเอาเปรียบผู้อื่น และไม่มีการเบียดบังทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง” และรัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง
ตัวอย่างที่ดีเห็นได้จากมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชั่นของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แห่งประเทศจีน ที่ประกาศห้ามคนในรัฐบาล ข้าราชการ และนายทหารผู้ใหญ่ ใช้จ่ายเงินหลวงอย่างฟุ่มเฟือย จัดเลี้ยงด้วยอาหารราคาแพงและเลี้ยงแอลกอฮอล์ พักโรงแรมหรู ใช้สัญญาณไซเรนเพื่อขอทางสะดวกให้ตน
พร้อมกับกำชับให้อบรมสั่งสอนภริยาและบุตร ให้กระทำตนเป็นเยี่ยงอย่างในการรับใช้ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามรับสินบน ทั้งหน้าบ้าน ในบ้าน และหลังบ้าน ด้วยเหตุแห่งหน้าที่ของตนเป็นอันขาด
รวมถึงกำหนดมาตรการเฉพาะสำหรับ “ชนชั้นสูงในศูนย์กลางอำนาจรัฐ” ให้แสดงที่มาของทรัพย์สินและเครื่องใช้หรูราคาแพงของตนว่า ท่านได้มาจากไหน? เพราะเหตุใด? ด้วย
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประกาศว่าจะส่งเสริมผลักดันให้ทุกหน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดนั้น เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์มาก
ทั้งนี้ เพราะกฎหมายที่รัฐบาลอ้างอิง คือ มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.ฎ.ปี 2546 กำหนดว่า
“ในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง ให้ส่วนราชการดำเนินการโดยเปิดเผยและเที่ยงธรรม โดยพิจารณาถึงประโยชน์และผลเสียทางสังคม ภาระต่อประชาชน คุณภาพ วัตถุประสงค์ที่จะใช้ ราคา และประโยชน์ระยะยาวของส่วนราชการที่จะได้รับประกอบกัน”
และกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103/7 ได้บัญญัติไว้แล้วว่า
“ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะราคากลางและการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้”
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ กวดขันให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งบประมาณมาก เช่น โครงการป้องกันอุทกภัย 3.5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องสั่งการให้หน่วยเกี่ยวข้องประกาศราคากลางตามกฎหมาย โดยไม่พยายามหาหนทางหลีกเลี่ยง
นอกจากนั้น รัฐบาลต้องเร่งรัดให้ความเห็นชอบการปฏิบัติตามมาตรา 130/7 วรรคสอง เพื่อให้มาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดประสิทธิผลอย่างครบวงจร โดยกฎหมายบัญญัติว่า
“เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในกรณีที่มีการทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น มีหน้าที่แสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐต่อกรมสรรพากร นอกเหนือจากบัญชีงบดุลปกติที่ยื่นประจำปี เพื่อให้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน และการคำนวณภาษีเงินได้ในโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด”
จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จะเห็นว่าต้องการให้ภาคประชาชนได้รับข้อมูลเพียงพอในการตรวจสอบวิธีการคำนวณราคากลางว่าถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ เพื่อทักท้วงก่อนการจัดซื้อจัดจ้าง
และเมื่อมีการใช้งบประมาณแล้ว คู่สัญญาของรัฐต้องแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายเงินต่อสรรพากร เพื่อให้ ป.ป.ช.สามารถเรียกข้อมูลมาใช้ในการตรวจสอบการใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับการคำนวณเมื่อประกวดราคา เช่น การให้เงินตอบแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าข่ายการให้สินบนหรือไม่ ได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี การปราบคอร์รัปชั่นให้ได้ผล ไม่ใช่เพียงการรับข้อมูลเท่านั้น ต้องนำไปสู่การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติให้ได้ คนถึงจะเกรงกลัวความผิดจากข้อหาคอร์รัปชั่น และ “ไม่กล้าโกง”
ตัวอย่างเช่น ศาลฟิลิปปินส์ลงโทษจำคุกประธานศาลฎีกาและผู้ตรวจการแผ่นดินฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และล่าสุดศาลประชาชนกลางจีนลงโทษประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีรถไฟจีน ในข้อหาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและรับสินบน โดยให้รอการประหารไว้ 2 ปี เป็นต้น ทำให้กรณีการคอร์รัปชั่นลดลงทันที
ถ้าย้อนกลับมาดูบ้านเรา เมื่อรัฐบาลรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นในเดือน พ.ค. 2555 มีผู้แจ้งเบาะแสพันกว่ารายใน 3 เดือน แต่เวลาผ่านไปปีเศษไม่มีข่าวผลการตรวจสอบหรือการลงโทษเลย ภาพจึงเสมือนว่าประเทศไทยของเราไม่มีคอร์รัปชั่น แต่ทุกคนต้องยอมรับว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
สำหรับเรื่องการไต่สวนของ ป.ป.ช.ก็เช่นเดียวกัน ต้องยอมรับว่า “ช้ามาก” ซึ่งเข้าข่าย “ความล่าช้า คือ ความไม่ยุติธรรม” (Justice delays, Justice denies)
เช่น กรณีข้อกล่าวหาการทุจริตการประมูลจัดซื้อคอมพิวเตอร์ที่ ป.ป.ช. เพิ่งมีมติ 8 ต่อ 0 ไม่ชี้มูลความผิดยกคำร้อง หลังจากใช้เวลาไต่สวนเป็นมหากาพย์มานานเกือบสิบปี
เรื่องนี้ต้องเห็นใจผู้ถูกกล่าวหาที่ทนทุกข์ทรมานจากกระแสสังคมที่พิพากษาไปแล้ว และเสียเวลาในการหาข้อมูลต่อสู้คดีจนไม่มีเวลาทำมาหากิน ซึ่งกรณีนี้เคยมีการพิจารณาในการแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. เพื่อให้มีการกำหนดเวลาในการไต่สวนไว้ แต่ไม่สามารถหาข้อยุติที่ดีได้ จึงถึงเวลาแล้วที่ ป.ป.ช.ต้องแก้ไขโดยด่วน
มาถึงวันนี้...ชนชั้นนำในสังคมทุกคนต้อง “ตื่นตัว” ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศในที่ประชุม ครม. ด้วยการปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังและจริงใจ พร้อมกับสร้างความตระหนักให้กับคนในสังคมว่า
“การยอมรับให้มีการคอร์รัปชั่นในชาติ เปรียบเสมือนการยืนดูไฟที่กำลังไหม้บ้านเรา”
ดังนั้น ทุกคนในชาติต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังให้เกิดผลสัมฤทธิ์...ก่อนที่ไฟจะไหม้บ้านหมดทั้งหลัง







