
หนี้สาธารณะของไทยโอกาส ความเสี่ยงและความท้าทาย
ในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการของไทยในวันนี้มักจะเป็นห่วงคือ สถานะปัจจุบันและคาดการณ์ในอนาคตของหนี้สาธารณะของไทยที่เราคนไทยทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ โครงการรับจำนำข้าวได้สร้างความน่าเป็นห่วงต่อฐานะการคลังและสถานะการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ดังนั้น ผมจึงได้ลงไปดูตัวเลขหนี้สาธารณะล่าสุดของกระทรวงการคลัง ซึ่งจากข้อมูลทำให้ในความเห็นของผม คิดว่า สถานะหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันของไทยนั้นไม่สูงมากและอยู่ในเกณฑ์มั่นคง คืออยู่ที่ประมาณร้อยละ 44 ของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) แต่ยิ่งถ้าเรามองหนี้สาธารณะสุทธิที่ต้องหักทรัพย์สินทางการเงินที่รัฐถืออยู่(เงินคงคลัง) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ระดับสูงประมาณ 400,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 4 ของ GDP หนี้สาธารณะสุทธิจะอยู่ประมาณร้อยละ 40 นอกจากนี้ หนี้สาธารณะยังประกอบด้วย หนี้ของรัฐวิสาหกิจมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ซึ่งรัฐวิสาหกิจสามารถบริหารจัดการเองได้ประมาณร้อยละ 10 และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอีกประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 10 ของ GDP ซึ่งส่วนนี้ไม่เป็นภาระของงบประมาณแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หนี้สาธารณะที่เ
ในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการของไทยในวันนี้มักจะเป็นห่วงคือ สถานะปัจจุบันและคาดการณ์ในอนาคตของหนี้สาธารณะของไทยที่เราคนไทยทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ โครงการรับจำนำข้าวได้สร้างความน่าเป็นห่วงต่อฐานะการคลังและสถานะการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ดังนั้น ผมจึงได้ลงไปดูตัวเลขหนี้สาธารณะล่าสุดของกระทรวงการคลัง ซึ่งจากข้อมูลทำให้ในความเห็นของผม คิดว่า สถานะหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันของไทยนั้นไม่สูงมากและอยู่ในเกณฑ์มั่นคง คืออยู่ที่ประมาณร้อยละ 44 ของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) แต่ยิ่งถ้าเรามองหนี้สาธารณะสุทธิที่ต้องหักทรัพย์สินทางการเงินที่รัฐถืออยู่(เงินคงคลัง) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ระดับสูงประมาณ 400,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 4 ของ GDP หนี้สาธารณะสุทธิจะอยู่ประมาณร้อยละ 40 นอกจากนี้ หนี้สาธารณะยังประกอบด้วย หนี้ของรัฐวิสาหกิจมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ซึ่งรัฐวิสาหกิจสามารถบริหารจัดการเองได้ประมาณร้อยละ 10 และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอีกประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 10 ของ GDP ซึ่งส่วนนี้ไม่เป็นภาระของงบประมาณแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หนี้สาธารณะที่เป็นภาระของงบประมาณจริงๆ ณ ตอนนี้อยู่ประมาณร้อยละ 20 ของ GDP นี่คือภาพปัจจุบันที่ทำให้ผมคิดว่าสถานะด้านการคลังของไทยถือว่ามั่นคง
นอกจากนี้ ถ้าดูจากโครงสร้างหนี้ปัจจุบันที่มองในมิติหนี้ในประเทศและหนี้ต่างประเทศ ปัจจุบันไทยมีหนี้สาธารณะทั้งหมด 5.1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 44% ของจีดีพี โดยตัวเลขประมาณร้อยละ 93 เป็นหนี้ในประเทศที่กู้ยืมเป็นเงินบาท ซึ่งก็จะไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศ ทั้งนี้ หนี้ต่างประเทศของไทยมีจำกัดแค่ร้อยละ 6.5 เท่านั้น และเมื่อพิจารณาแผนการกู้เงินของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ และกู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เม็ดเงินส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนในประเทศ เพราะฉะนั้นจะยังรักษาระดับหนี้ในประเทศในสัดส่วนที่สูง ก็จะช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังได้ระดับหนึ่ง ในมิติของอายุหนี้ เมื่อดูอายุหนี้สาธารณะของไทยจะพบว่า ร้อยละ 97 ของหนี้สาธารณะจำนวน 5.1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ระยะยาวอายุเกิน 1 ปี ดังนั้น สรุปโครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบัน เกิน 95% เป็นหนี้ในประเทศ และเป็นหนี้ระยะยาว นอกจากนี้ ฐานะการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจซึ่งกำลังเป็นจุดสนใจ ณ ปัจจุบัน ตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ดูจากตัวเลขที่เราติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเอ็นพีแอล (หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) อยู่ที่ร้อยละ 5.1 ถือว่าพอใจได้ ดังนั้น ผมคิดว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจในภาพรวมถือว่าใช้ได้ อาจมีบางแห่งมีปัญหาเชิงนโยบายที่กระทรวงการคลังคงจะต้องบริหารจัดการกันต่อไป ส่วนกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงล่าสุด ณ มี.ค. 2556 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐอยู่ที่ร้อยละ 10 สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ร้อยละ 8.5 เพราะฉะนั้น ในภาพรวม ผมถือว่าสถานะการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจพอใช้ได้
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าประเทศไทยในระยะปานกลางยังคงมีหลายเรื่องที่ท้าทายเราอยู่เหมือนกัน แม้ว่าในวันนี้ฐานะภาคการคลังยังถือว่ามั่นคงอยู่ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงในอีก 3040 ปีข้างหน้า มันอาจจะช้าไป วันนี้ผมว่าเราจำเป็นที่จะต้องมองไปข้างหน้า นโยบายการคลังไทยยังมีเวลาในการปรับโครงสร้าง ในอนาคตผมคิดว่าภาษีฐานรายได้คงจะเก็บได้ยากขึ้น และแนวโน้มรัฐบาลก็ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลลง เพราะเราต้องไปแข่งขันกับโลกในอนาคต และรัฐบาลทั่วโลกก็ลดลง ตอนนี้เราคงต้องไปพึ่งพาฐานภาษีในอนาคต คือ ฐานภาษีการบริโภค ฐานภาษีความมั่งคั่ง ภาษีที่ดิน ความมั่งคั่งของคน โดยเฉพาะประเทศไทย หากเราไปดูเรื่องเหลื่อมล้ำ อาทิ ความเหลื่อมล้ำเชิงรายได้ ความเหลื่อมล้ำในเชิงความมั่งคั่งสูงมาก เรื่องคนรวยคนจนส่วนต่างช่องว่างมาก นี่คือการปฏิรูปการคลังในมิติต่างๆ เหล่านี้ที่ควรต้องทำในอนาคต
นอกจากนี้ การส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณ เป็นเรื่องที่ปัจจุบันมีกองทุนต่างๆ อยู่แล้ว อาทิ กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ในอนาคตมันต้องเพิ่มบทบาท ท้ายที่สุด เรื่องสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 1520 ปีข้างหน้า ต้องมาคิดกันใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้คนออมมากขึ้นเพื่อวัยเกษียณ ทั้งคนในภาครัฐ คนภาคเอกชน ทำอย่างไรที่จะส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณ เป็นโจทย์ที่จะต้องทำในอนาคตต่อไป ท้ายที่สุด เรื่องผลิตภาพในอนาคต ในปัจจุบันคนทำงาน 5 คน เลี้ยงผู้สูงอายุ 1 คน ในอนาคตเหลือ 3 คน ดังนั้น จะทำอย่างไรให้คนทำงานที่เหลืออยู่มีประสิทธิภาพ สร้างผลผลิต ผลรายได้มากกว่าคนทำงานในปัจจุบัน ท้ายที่สุด ทิศทางผู้สูงอายุเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอนาคตเราอาจจะได้เห็น Aging Cliff (หน้าผาผู้สูงอายุ) ของประเทศไทยมากกว่า ทำอย่างไรเราถึงจะดูแลผู้สูงอายุโดยดูแลฐานะการเงินภาครัฐด้วย ทางเดียวคือเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจ ประเด็นสุดท้ายที่คิดว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลควรจะสร้างความชัดเจนของนโยบายการคลัง คือ การประมาณการการคลังในเชิงของการมองไปถึงคนรุ่นหนึ่งไปข้างหน้า 30 ปี 50 ปี หรือ Generational Accounting ที่หลายประเทศได้ทำไปแล้ว อย่างออสเตรเลียเขาก็ทำว่าภาคการคลังข้างหน้าจะมีทิศทางอย่างไรอีก 50 ปีข้างหน้า ซึ่งผมว่าจะทำให้เรามีเวลาในการปรับนโยบาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผมหวังว่าจะเกิดขึ้นในบ้านเราครับ







